วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เปลี่ยนตัวร้าย พ่ายตัวรัก ตอนที่ 18










Cross  -    18 -



ความเสียใจที่เจ็บที่สุด คือ ผลจากการกระทำของตัวเอง



หลายนาทีแล้วที่ร่างของภรรยาถูกส่งออกจากห้องฉุกเฉิน และนานกว่านั้นคือคนเป็นสามีไม่อาจนั่งลงที่ไหนได้ติด ชานยุลไม่เคยรู้สึกผิดหนักขนาดนี้หลังจากที่ตัวเองเรียนเกรดตกเมื่อตอนปี 4 เขาได้แต่มองหน้าอีกฝ่ายผ่านกระจกห้องพิเศษ แม้จะปลอดภัยแต่เขาดันหงุดหงิดที่หมอไม่ยอมบอกอะไรอื่นนอกจากนี้ว่าภรรยาเขาเป็นอะไรเนื่องจากแพทย์ที่ให้การรักษาได้กล่าวกับเขาว่าเป็นเจ้าตัวเองที่ขอไม่ให้เปิดเผยอาการต่าง และจรรยาบรรณของอีกฝ่ายก็สูงจนชานยุลหัวเสีย ต่อให้ขู่ว่าจะให้ออกก็ยังไม่ปริปาก

เขายืนอยู่นานจนได้แรงสะกิดที่ไหล่นั้นแหละถึงได้เคลื่อนไหว

“ชานยอลอยู่โซนถัดไปนี่เอง นายไปดูน้องหน่อยสิ”

“ชานยอลคงไม่อยากพูดกับเราหรอกลู่ฮาน ดูสิ่งที่เราทำสิ” เขากล่าวเสียงเศร้า ซึ่งทำให้คนฟังเกิดความไม่พอใจบนใบหน้าทันที แต่ลู่ฮานก็กลบมันได้ดี มือเรียวสอดเข้าไปยังฝ่ามือใหญ่พร้อมกับเอาศีรษะอิงแอบแนบกล้ามแขนของอีกฝ่าย

“อย่าโทษตัวเองเลย มันเป็นอุบัติเหตุ ถ้าจะโทษ มาโทษที่ลู่ก็ได้แต่อย่าโทษตัวเองเลยนะชานยุล” เสียงหวานเอ่ยด้วยประโยคสุดเศร้าแต่ในใจนั้นบิดยิ้มด้วยความสุขใจเป็นนิต ดวงตาใสดั่งกวางที่ชานยุลไม่มีโอกาสได้เห็นฉายชัดว่าสะใจเหลือหลายที่แพคฮยอนล้มหมอนนอนเสื่อแบบนี้

“ไปคุยกับชานยอลเถอะนะ ก่อนที่พวกการ์ดฝั่งนั้นจะมากัน ส่วนทางนี้เราดูเอง ยังไงเราก็เป็นคนผิด” ชานยุลคล้อยตามอย่างง่ายดายเมื่อคนที่พูดเป็นลู่ฮาน และอีกใจหนึ่งคือตอนนี้เขาก็รู้สึกไม่ค่อยดีอยู่ด้วย หากได้คุยกับน้องคงดีขึ้น มือหนาตบเบา ๆ บนมือบางอย่างฝากฝังก่อนจะละออกไปยังห้องที่น้องชายต่างพ่ออยู่ โดยไม่เห็นเลยว่ามีใครกำลังยิ้มกว้างอยู่



แอ๊ด...

ชานยอล เป็นยังไงบ้าง” คำถามแรกจากใบหน้าเข้มของพี่ชายทำเอาคนนอนอยู่ต้องผุดลุกทันควัน

“ก็ไม่เป็นอะไรมากแล้วครับ พรุ่งนี้คงออกจากโรงพยาบาลได้” ชานยอลอธิบายให้พี่ชายฟังดี ๆ โดยไม่มีท่าทีดื้อรั้นเหมือนเก่า ซึ่งชานยุลคิดว่าดีแล้วเพราะหากเจ้าชานยอลมาดื้อใสตอนนี้เขาคงไม่มีแรงจะปราบแน่นอน

“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้กลับกับพี่เลยละกัน เพราะว่...”

“คุณไม่มีสิทธิ์พาใครไปได้ทั้งนั้น...” ยังไม่ทันได้พูดจบ สายตาทั้งสองคู่ก็ต้องหันไปที่ต้นเสียงตรงประตู ร่างนั้นก้าวเข้ามาพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่ในมือ สำหรับคนป่วยที่เห็นชายคนนั้นก็เหมือนเรื่องปกติ แต่สำหรับชานยุลแล้ว มันทำให้เขาต้องครางชื่อใครบางคนเสียงเบา...

“แพคฮยอน..”

“เรียกชื่อน้องฉันทำไม?” เสียงห้วน ๆ ตอบกลับพร้อมกับกระแทกดอกไม้ช่อใหญ่เสียงดัง

ชานยุลนิ่งแล้วคิ้วขมวด เขามั่นใจว่าเขาจำภรรยาตัวเองได้ ถ้าตัดการเดิน การพูด และท่าทาง อีกฝ่ายก็เป็นแพคฮยอนไม่ผิด

เหมือนมาก เหมือนจนแยกไม่ออก เหมือนจนคิดว่าแกะจากพิมพ์เดียวกัน

“ทำไมจะไม่ ในเมื่อนี่น้องของฉัน” เมื่อตั้งสติได้ชานยุลก็เริ่มจะตอบโต้ และแน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะอยู่เฉย  

“คลานตามกันมาหรอครับ? ได้ข่าวว่าพวกคุณสองคน คนละแม่” แบคฮยอนตอบกลับด้วยใบหน้ายั่วยวนรองเท้าสุดขีด คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงได้มามีสิทธิ์มีเสียงในตัวชานยอลเหนือเขา ต่อให้หน้าเหมือนหรือเป็นพ่อ แบคฮยอนก็ไม่ยอมให้หยิบเอาชานยอลไปง่าย ๆ หรอกนะ

“แล้วยังไง มันหนักส่วนไหนของนายรึไง” นี่ถ้าไม่ติดที่ว่าเหมือนแพคฮยอนเขาคงเดินไปต่อยหน้าหงายแล้ว มาสำรวจดูแล้ว สิ่งที่เหมือนกันก็แค่หน้า เพราะบอดี้ของอีกฝ่ายนั้นทั้งสูงกว่าและไหล่หนาใกล้เคียงกับเขา หากได้ตีกันจริงคงพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้

“ก็ไม่หนักครับ แต่นอกจากแพคฮยอนแล้วทางผมจะไม่ยอมให้คุณเข้ามาหยิบฉวยจากฝั่งผมอีกแน่นอน” ใบหน้าที่เหมือนแพคฮยอนอย่างกับแกะกอดอกอย่างหาเรื่อง ซึ่งนั้นทำให้ชานยอลเริ่มจะมึนหัว

“น้องชายฉันไม่ใช่ฝั่งนาย”  เขาได้แต่กัดฟันกรอด เพราะรู้สึกเหมือนจะลม

“แต่เขาก็ไม่ยอมกลับไปกับคุณนี่ครับ” แบคฮยอนยักคิ้วอย่างคนเหนือกว่า นั้นทำให้เส้นเลือดบนขมับของชานยุลเต้นตุบ ตอนนี้ชานยุลนั้นง่ายเหลือเกินกับการถูกปั่น

“เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ”

“บางทีอาจจะแค่สีผสมอาหารก็ได้นิครับ”
เหมือนมีเสียงระฆังดังขึ้นท่ามกลางเขาทั้งสองคนที่ใช้สายตาฟาดฟันกัน ซึ่งนั้นทำให้ชานยอลต้องยกมือห้ามทับเพราะเริ่มปวดหัวคล้ายจะเป็นปราสาทพระราชวัง

“พอเลย ทั้งคู่เลย กี่ขวบกัน”

“นายนั้นแหละ หยุดชานยอล...ยังไงนายก็ต้องกลับไปกับพี่ นายอยู่ที่นี่ไม่ได้” ยิ่งว่าคำว่าหยุดทัพไม่ได้ก็คือการโดนลูกหลงไปด้วยนี่แหละ ชานยอลจึงต้องเก็บมือน้ำตาคลอเพราะพี่ไม่เคยเสียงแข็งใส่ขนาดนี้ เพราะอย่างวันนั้นก็แค่โมโหที่เขาดื้อ แต่ตอนนี้สายตาพี่เหมือนไม่สนใจอะไรแล้ว

ถ้าปาดคอเขาแล้วลากแต่ศพกลับไปบ้านได้ คงทำไปแล้ว

“น้องชายนายไม่ได้สิบขวบนะ ที่จะต้องรอให้นายมาตัดสินว่าได้ไม่ได้” ถึงจะเป็นคนที่ไม่ค่อยดีเท่าไร แต่พอเห็นว่าหมาน้อยของเขาถูกรังแกแบคฮยอนก็อยู่เฉยไม่ได้ ต่อให้เป็นเรื่องในครอบครัวแต่ถ้าทำชานยอลเขาร้องไห้ เขาก็พร้อมกระโดดเข้าไปสู้ตายเหมือนกันละหว่า

“แต่นี่มันน้องฉัน ฉันมีสิทธิ์ที่จะบอกเขาว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนชั่ว” คำที่เน้นว่า ชั่ว นี่ช่างกัดใจแบคฮยอนยิ่งนัก ใบหน้าคมหวานกระตุกมุมปากร้องเหอะเสียงห้าว

“โอะ อย่างนั้นบอกฉันหน่อยสิ ว่าน้องฉันจัดอยู่ในประเภทไหน ถ้าจัดอยู่ในประเภทดีฉันก็เป็นคนเดียวที่มีDNAแทบจะทุกอย่างเหมือนเขา แต่ถ้าจัดน้องผมว่าเป็นสิ่งชั่ว คุณพูดได้เต็มปากหรอว่าเลือกสิ่งที่ดีให้น้องได้ในเมื่อคุณเองก็เลือกน้องผม” เอาสิชานยุล นายกับฉันใจจะปากร้ายกว่ากันมันเห็น ๆ อยู่แล้ว

ว่าฉันได้ ฉันแค่โกรธ แต่ถ้ามาพาดพิงถึงครอบครัวละก็ ตายตรงนี้ก็อย่าหวังว่าจะยอม

“แก..”

“หยุดเลย ทั้งสองคนเลย กัดกันอยู่ได้ เป็นหมารึไงฮะ นี่โรงพยาบาลนะ เกรงใจห้องข้าง ๆ บ้าง” ไม่อยากจะขัดสงครามอันน่าดูนี่หรอกนะ แต่ชานยอลพูดความจริงเรื่องที่ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่โรงพยาบาลกันนะ ไม่ใช่ที่บ้าน มาแหกอกกันที่นี่ต่อให้มีเงินแค่ไหนก็ไม่สมควร

“ชานยอล นายก็เห็นว่าอยู่กับคนก้าวร้าว มีแต่จะสร้างความวุ่นวาย นายกลับบ้านกับพี่นะ”

“ผมยื่นยันคำเดิมว่า ไม่กลับ จนกว่าพี่จะยอมคืนคุณแพคฮยอนไปให้ครอบครัวเขา” ร่างโปร่งในชุดคนป่วยกอดอกอย่างเด็ดเดี่ยว และแน่นอนว่านิสัยนี้ชานยุลรู้เลยว่าได้ใครมา ถ้าตนเองปณิธานเรื่องใดไว้ ก็จะยืดมั่นจนกว่าจะได้ เหมือนจริง ๆ เหมือนเขาราวกับก๊อปปี้วาง

ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้เขาล้าเกินกว่าจะฉุดกระชากกับน้องคนนี้

“โอเค...พี่จะพาแพคฮยอนกลับบ้าน”

“คืนครับ...พี่ชานยุลต้องสัญญาว่าจะปล่อยคุณแพคฮยอนกลับบ้านโดยไม่ตุกติกนะครับ” ร่างโปร่งใช้แขนเล็กเกี่ยวเอาเอวสอบมาใกล้ แล้วแนบใบหน้าลงกับผ้าเนื้อดีอย่างอ้อนออด

น่ารักเสียคนมองอยู่ต้องบิดปากด้วยความอิจฉา

ทีกับเขาไม่เห็นทำตัวแบบนี้เลยนะชานยอล

“นี่นายจะเข้าข้างฝั่งนั้นเกินไปแล้วนะ” เขาอยากจะน้อยใจน้องจริง ๆ คนฝั่งนั้นทำยังไงนะ ถึงได้ซื้อใจน้องเขาไปได้จนหมดขนาดนี้

“ผมรักพี่ชานยุลนะครับ ที่ทำไปทั้งหมด ผมก็ทำเพราะไม่อยากให้พี่ต้องกลายเป็นคนใจร้าย”
ได้ยินน้องอ้อนแบบนี้แล้วเขาล่ะ ใจละอาย จะรู้ไหมว่า คำว่าใจร้าย คงเบาไปกับการกระทำที่เขาทำไป

“โอเค พี่ยอมแล้ว พี่จะปล่อยแพคฮยอนและมาส่งให้ถึงมือเลย พอใจรึยัง”

“พี่ชานยุลใจดีที่สุดเลยครับ” เด็กน้อยร้องอยากลืมตัวจนเข็มที่ฝังในข้อมือทิ่มให้ ความเจ็บนั้นทำเอาหน้าโยแต่กระนั้นชานยอลกลับยิ้มกว้างอย่างดีใจ

“งั้นเราตกลงกลับบ้านกับพี่ใช่ไหม”

“ยัง...” เสียงจากโซฟาตรงข้ามดังขึ้นอีกครั้ง แต่นั้นทำให้ใบหน้านิ่งต้องตึงขึ้น

“...”

“น้องผมอยู่ที่ไหน” เสียงทุ้มใสแข็งมากขึ้นเมื่อฝ่ายตรงข้ามเงียบใส่ มันทำให้เขาเริ่มคิดไปในแง่ลบ และพาให้บรรยากาศไม่ดีจนเป็นชานยอลอีกครั้งที่ต้องออกโรง

“ใช่ ๆ คุณแพคฮยอนอยู่ไหนหรอครับ...ไหนว่าวันนี้จะพามา”
พอถูกจี้ถามด้วยประโยคนี้ ใบหน้าหล่อก็ยังคงนิ่งเงียบ

เงียบจนคนมองเริ่มใจไม่ดี

และก่อนที่แบคฮยอนจะเดินไปคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายบอดิการ์ดของชานยุลก็เปิดประตูเข้ามาด้วยใบหน้าเครียด

“คุณชานยุลครับ เกิดเรื่องที่ห้องคุณแพคฮยอนครับ”


“มันเกิดอะไรขึ้น” ทันทีที่ชานยุลและแบคฮยอนมาถึงห้องคนไข้ก็ต้องมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า ร่างของบอดิการ์ดทั้งสองฝ่ายกำลังรั้งร่างของอี้ชิงและลู่ฮานให้อยู่กันคนละฝั่ง ดูเหมือนว่าคนมาใหม่จะกลายเป็นเพียงแขกรับเชิญมาดูหนังสั้นเรื่องหนึ่ง เพราะทั้งสองนั้นไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลย

“แกทำอะไรแพคฮยอน” ดูเหมือนว่าตอนนี้อี้ชิงไม่สนใจเลยว่าที่นี่คือโรงพยาบาลและห้ามใช้เสียง ร่างขาวนั้นตวาดขึ้นเสียงดังด้วยแรงอารมณ์

“ฉันเปล่านะ...เอ๊ะ หรือว่าทำ ฮึฮึ ฉันไม่ได้ทำ ฉันแค่บอกให้ชานยุลทำ ฉันแค่เสนอ จริงไหมชานยุล ฉันเสนอแผนดีใช่ไหม” กลายเป็นว่าลู่ฮานผู้น่ารักของร่างสูงจะโยนความผิดมาให้เต็ม ๆ และตอนนี้ชานยุลก็ได้รับสายตาเชือดเฉือนจากอี้ชิงแบบเต็ม ๆ

“พวกแกทำอะไรน้องฉัน” คนถูกถามถึงกับกระอึกกระอัก ชายที่ได้ชื่อว่านิ่งและเฉียบขาดบัดนี้กลัวผลของการกระทำตัวเองจนปากหนัก สถานการณ์ถือว่าเข้าสู่สภาพคลื่นใต้น้ำ ฝ่ายของคนนอนเจ็บก็เค้นด้วยสายตาฝ่ายเจ้าของคนไข้ก็นิ่งงันราวกับรูปปั้น ซึ่งคนที่ทำลายความเงียบในห้องก็คือร่างน้อยที่แสยะยิ้มร่า

“ก็ทำเหมือนที่มันเคยทำกับฉันไง” ทุกสายตาพุ่งเป้าไปที่ลู่ฮานทันทีด้วยความพร้อมเพรียงไม่เว้นแม้แต่ชานยุล ทั้งสามคนคิ้วขมวดเป็นปมกับประโยคเมื่อครู่ แต่คนที่พุ่งเข้าไปหาคนพูดในวินาทีต่อมาคือคนที่มีใบหน้าคล้ายกับผู้ป่วยบนเตียง

“ว่ายังไงนะ”

“ยังไงละ ก็โดนข่มขืนไง ฮิฮิ” ประโยคนั้นราวกับฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของแบคฮยอน มือที่กำอยู่ข้างตัวสั่นเท่าด้วยความโกธรสุดหัวใจ และมันก็ขาดพึ่งในวินาทีต่อมา

“แต่เสียดายที่โดนแค่มันคนเดียว พวกมันอีกสามตัวกลับรอ...อ่อก”

“อย่าอยู่เลย!” มือที่เคยอยู่ข้างกายตอนนี้กำรอบลำคอเล็ก ๆ ด้วยแรงทั้งหมดที่มี โชคยังดีที่อี้ชิงนั้นสงบลงแล้ว บอดิการ์ดทั้งหมดจึงพุ่งเข้าไปดึงนายน้อยบยอนออกมาได้ ถึงจะตัวเล็กกว่าชานยุลแต่ดีกรีเด็กวิศวะใช่ว่าจะแรงน้อยที่ไหน

“หยุดนะ แบคฮยอน ใจเย็น ๆ ค่อยพูดกันก่อน พี่สับสนไปหมดแล้ว” คราวนี้เป็นอี้ชิงที่เอ่ยปากห้ามปราบ แต่เวลานี้เหมือนแบคฮยอนถูกพิษสุนัขแพร่ไปทั่วร่าง

“ไม่ต้องพูดอะไรกันทั้งนั้น...แก...พวกแก...มัน...”

“มันอะไรครับ ถ้าจะให้พูดสิ่งที่แพคฮยอนก็สมควรแล้วไม่ใช่หรอ แพคฮยอนเขาทำกับลู่ฮานก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะเขาลู่ฮานคงไม่เป็นแบบนี้ แฃะนายจาง อี้ชิง นายเป็นเพื่อนเขาทำไมไม่ช่วยเพื่อนตัวเองแต่กลับปกป้องน้องเลว ๆ คนนี้ นายยังมีความยุติธรรมในหัวใจรึเปล่า” ราวกับสองพี่น้องถูกตบหน้าชาเมื่อชานยุลที่เอาร่างบังลู่ฮานอยู่แก้ต่าง แม้จะไม่ถูกต้องที่ทำไปแต่อย่างน้อยเหตุมันก็พอมีน้ำหนักให้พวกนั้นได้ตระหนักสักที  ว่าน้องตัวเองไม่ได้แสนดีอย่างที่เห็น


อี้ชิงหน้าชาและน้ำท่วมปาก ส่วนแบคฮยอนโมโหจนสั่นไปทั้งตัว


ปลายนิ้วยาวของผู้เป็นสามีชี้ไปที่ภรรยาตัวน้อยอย่างอ้างอิง แต่ไม่รู้เลยว่าอีกฟากของหางตามีน้ำใสไหลริน

“เจ้าโง่แกมันโง่ไอ้ชานยุล” แบคฮยอนไม่รู้จะเอาคำไหนมาเทียบสมองของCEOปาร์คได้เลยในเวลานี้

“แกอยู่กับแพคฮยอนมากี่เดือนไม่รู้นิสัยมันเลยหรอ ไม่รู้เลยหรอว่ามันเป็นคนแบบไหน แกคิดว่าคนอย่างมันจะมีปัญญาไปทำใครได้ ห๊ะ! ตอบมันสิชานยุล! แม้แต่ทำให้พี่ที่เลวอย่างฉันต้องรับผลกรรมมันยังไม่เคยทำเลย!”  ใบหน้าหวานคมแสดงออกชัดถึงความดูแคลนของอีกฝ่าย แบคฮยอนเคยคิดว่าน้องชายฝาแฝดนั้นน่าเห็นใจที่ต้องมาอยู่ในเกมของพวกพี่ ซึ่งตอนที่รู้ก็ได้แต่หวังว่าความดีของน้องจะช่วยให้ผ่านทุกอย่างมาราบรื่นเหมือนเช่นทุก ๆ ครั้ง แต่ตอนนี้เขาต้องคิดใหม่ น้องเขานั้นไม่ได้แค่น่าเห็นใจเท่านั้น แพคฮยอนผู้น่าสงสารช่างโชคร้ายต้องมาเจอคนอย่างปาร์คชานยุล

“หมายความว่ายังไง”

“ก็หมายความว่า คนที่ทำลู่ฮานในตอนนั้นไม่ใช่แพคฮยอน แต่เป็นฉันต่างหาก!


เคร้ง!

เสียงของเหล็กที่ตกกระทบพื้นทำเอาทุกคนต้องหันไปมอง ร่างโปร่งในชุดสีฟ้าทำเอาใครหลายคนหน้าเสียเพราะไม่คิดว่าคนป่วยจะเดินมาถึงนี่ และคนที่ต้องเบิกตากว้างพร้อมกับร่างชาก็คือแบคฮยอนที่ตอนนี้เห็นชานยอลราวกับเห็นวิญญาณตนเองหลุดจากร่าง

“จริงหรอครับ” ร่างที่ยืนอยู่หน้าประตูถามเสียงเรียบ แม้เสาน้ำเกลือจะล้มและเข็มจะหลุดจากมือมันก็ยังไม่เจ็บเท่าความจริงที่กำลังบีบหัวใจเขาตอนนี้

“ชานยอล” แบคฮยอนที่เห็นเลือดไหลจากหลังมือก็พยายามจะเอือมไปจับแต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบราวรังเกียจ

“ที่พูดมาน่ะ มันเรื่องจริงหรอครับ คุณแบคฮยอน” คนถูกขานชื่อกลืนน้ำลายอึกใหญ่ อยากจะบอกว่าไม่แต่มันก็จะเป็นการโกหก เขาไม่อยากเป็นเด็กเลี้ยงแกะในสายตาของชานยอล เพราะสำหรับเขาแล้วต่อให้ร้ายกับคนทั้งโลก แต่เขาจะไม่มีวันร้ายกับครอบครัว และก็มีชานยอลนี่แหละที่เขาเพิ่มเข้ามา

“อืม...ไม่ผิดเลยชานยอล” สิ้นประโยคคำตอบอันแสนเศร้าชานยอลก็เค้นยิ้มมุมปากแล้วเดินออกมาจากห้อง เขาไม่สนใจว่าใครจะตามมาและร้องเรียกชื่อเขา หรือแม้แต่มือข้างซ้ายที่มันปวดตุบ เขาอยากอยู่เงียบ ๆ คนเดียวสักพัก





“มะ..ไม่จริง...ต้องไม่ผิดตัวสิ ไม่จริง” คนที่ได้ชื่อว่าคนไข้ในแผนกจิตเวชเรียกแสดงอาการหวาดหวั่นเนื่องจากรับไม่ได้ในความผิดพลาด ทั้งเสียใจที่ทำผิดตัวและเสียใจที่ทำกับคนบริสุทธิ์ มือเล็กยกขึ้นกุมใบหูราวกับต้องการปิดเสียงกระซิบของนางฟ้าและซาตานข้างหูก่อนจะถูกพาออกไป ส่วนคนที่เคยยืนเป็นกำแพงปกป้องคนอื่นก็เสราวกับแข้งขาไร้แรงขึ้นมาดื้อ ๆ

“ฉันทำอะไรลงไป...” ร่างสูงเอนตัวทรุดลงกับโซฟาด้านหลัง  ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวของตนนั้นพังทลายลงไม่มีชิ้นดี จากที่เคยคิดว่าความรู้สึกตอนที่ทำให้ภรรยาตัวเองต้องเข้าโรงพยาบาลนั้นแย่แล้ว ในเวลานี้กลับเล็กนิดเมื่อเทียบกับความจริงที่เกิดขึ้น

ตายไปยังไม่รู้ว่าจะชดเชยให้แพคฮยอนได้หมดรึเปล่า

“ชานยุล...ฉันขอพบซูโฮได้รึเปล่า ไม่ว่ามันจะชนะหรือแพ้ สำหรับฉันมันไม่สำคัญแล้วละ เพราะความต้องการของฉันคือจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด” อี้ชิงรู้ซึ้งแล้ว แม้ว่าให้ยอมรับความพ่ายแพ้นั้นมันยาก แต่เขารู้ดีว่าต่อให้ดันทุรังไปก็มีแต่จะทำให้เจ็บกันทั้งสองฝ่าย อยู่ที่ว่าฝ่ายไหนจะเจ็บมากเจ็บน้อยเท่านั้นเอง

ดูอย่างลู่ฮาน ที่เป็นแบบนั้นเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุ หากเขาถอยตั้งแต่แรกเพื่อนรักก็อาจจะยังคงเป็นอยู่

และซูโฮก็คงเป็นกรรมเวรที่ตามเขาเมื่อเขาเคยแย่งคริสมาจากลู่ฮาน

“ผมจะติดต่อเขาให้”

♥♥♥♥♥♥♥♥



“รายงานสถานการ์มาสิ เซฮุน” ชายในชุดสูทสีน้ำตาลเอ่ยขึ้นหลังจากน้ำแก้วไวน์แสนหอมออกจากปาก วันนี้เขาค่อนข้างอารมณ์และมีลางสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นอีก ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงเมื่อลูกน้องแสนดีกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงสดใส

“เจ้าจงอินไปจัดการพวกชอบหาเสี้ยนที่จีนคิดว่าไม่นานคงส่งข่าวมา ตอนนี้แพคฮยอนกับชานยอลเข้าโรงพยาบาลเดียวกัน และเมียเฮียก็มีแผนจะไปดูธุรกิจอันแสนวุ่นวายที่จีนพรุ่งนี้ เจ้าแบคฮยอนตอนนี้ดิ้นเป็นไฟเพราะกลัวเด็กของตัวเองรู้ความจริง ส่วนชานยุลรายนั้นยังไม่รู้ว่าหุ้นส่วนกำลังทยอยถูกเราซื้อเพราะเอาแต่เฝ้าเมียไม่ห่าง”

“ดีมาก....ฉันรอวันที่มันจะชิบหายจนทนไม่ไหวแล้ว” รอยยิ้มร้ายที่ทำให้คนมองอดจะยิ้มตามไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ถนัดใช้แต่สมองก็มักจะมีแผนการมากมายในหัว

“แต่ว่าเฮียผมว่างานนี้เกมอาจมีพลิกนะเฮีย เราควรเตรียมแผนสำรอง” จากคำบอกเล่าของเซฮุนมันทำให้คนฟังเริ่มจะคิดตาม

“คิดว่ายังไงละ”

“ผมคิดเอาไว้ว่า ถ้าเมียน้อยของเธอทำอะไรไม่ได้ หรือแผนล้มกลางทาง เราควรจะเล่นหมากที่เดินไม่ได้แทน” เป็นประโยคที่ฟังแล้วอี้ฟานถึงกับเลิกคิ้ว ซึ่งได้กลับมาคือเสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือก

“เฮียยังอยากได้ แพคฮยอนกับชานยอลอยู่รึเปล่า”



TIMETALK
วันนี้ลงเร็วหน่อย อิอิ๊ ยังเหมือนเดิมนะคะ 
ช่วยติ กันได้ หรือ กดให้กำลังใจคนแต่งนะคะ ถือเป็นการคอมเม้นทางหนึ่ง 
รักคนอ่านนะคะ 

เปลี่ยนตัวร้าย พ่ายตัวรัก ตอนที่ 8









-  7  -


“พวกแกเป็นใครต้องการอะไร!

“ต้องการชีวิตแกยังไงละ!
นั้นเป็นเพียงแค่บทสนทนาสั้นๆกับชายชุดดำที่ถือปืนมาจ่อที่ต้นคอเขาระหว่างที่เขาถูกต้อนให้เขามาในซอยเงียบ ก่อนที่เขาจะใช้ศิลปะการต่อสู้ระยะประชิดรอดออกมาจากสายตาของนักฆ่าคนนั้นได้

“ชิบ! โอ้ย!


แต่ใช่ว่าเขาจะหนีรอดวิธีกระสุนของอีกฝ่ายได้


เสียชื่อคยองซูหมด

ร่างบางได้แต่สถบในใจก่อนจะทรุดตัวลงข้างๆกล่องมากมายที่กองพะเนินอยู่ที่มุมหนึ่ง มือป้อมกุมต้นแขนที่มีบาดแผลฉกรรจ์ไว้แน่นก่อนที่จะบังคับมือตัวเองล่วงเข้าไปในสาบเสื้อกดอุปกรณ์สื่อสารแบบพิเศษเรียกใครบางคนมา

“ซี้ด...”
ริมฝีปากล่างรูปหัวใจถูกขบแน่นเพราะความเจ็บและชา เขาเดาได้เลยว่าในกระสุนนั้นต้องมียาชนิดพิเศษคลาบอยู่แน่ เพราะแค่ถากๆยังทำเอาเห็นดวงยามฟ้าแจ้งได้ เสียงฝีเท้าซึ่งเดาได้เลยว่าไม่ใช่ฝ่ายเขาค่อยๆใกล้เขามาเร่งให้หัวใจสูบฉีดแรง


ใกล้เข้า


ใกล้เข้า


ใกล้เข้า


และ...

“ทำไมถึงพลาดได้ละคยองเสียชื่อหมดเลย”

เสียงทักทายที่คุ้นหูทำให้ต้องหันควับกลับไปมอง มีไม่กี่คนที่เรียกเขาแบบนี้แหละหนึ่งในนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากพ่อเล้ากรงทองในคราบคุณหมอจิตเวชที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดจนหน้าหมันไส้

“พูดมากน่าจงแด เพราะนายนั้นแหละมั่วแต่ทำอะไรอยู่”

“ฉันไปช่วยทางพี่ชิงชิงของนายอยู่น่ะสิ นี่ก็รีบสุดๆแล้วนะ”
จงแดทำเสียงจิจ๊ะในลำคอเมื่อถูกค้อนวงใหญ่จากเจ้านกฮูกตัวน้อย เขาเดินเข้าไปหาร่างที่นั่งซมใบหน้าไร้เลือดของนักฆ่ามือดีก่อนจะหัวเราะในลำคอ

“หมดท่าเลย คงจะโดนยาละสิ ปะรีบไปเถอะเดี๋ยวพวกมันมาเจอ”
จงแดรีบคว้าเอาแขนคนตัวเล็กขึ้นพาดบ่าเพื่อจะออกจากซอยมืดและหนีพวกที่ตามล่านักฆ่าตัวเล็กข้างๆแต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้โชคจะไม่เข้าข้างเหมือนครั้งที่เขาช่วยอี้ชิง


“ฉันว่า ไม่ทันแล้วละ หลบ!!

ปัง ปัง

ขาที่ยังพอมีแรงรีบวิ่งเอาตัวรอดพอๆกับคนที่มาช่วย ขนาดตัวที่พอๆกันทำให้แทบจะล้มลุกคลุกคลานไปตามทางสาก พวกเขาเลี้ยวไปตามทางที่มันให้เลี้ยว และเหมือนจะโชคซวยซ้ำซ้อนเมื่อพวกเขาเจอ

“เชี่ย! ทางตันหรอเนี้ยะ”                        
จงแดแทบจะเอาปืนยิงหัวตัวเองเมื่อตรงหน้ามันกลายผนังอิฐอย่างหนา และเมื่อหันมาหาคนข้างๆเขาก็แทบใจหาย ร่างเล็กนั้นตัวอ่อนยวบจนเหมือนผักต้ม ใบหน้านั้นซีดขาวราวกับกระดาษยิ่งทำให้คนที่ยังสติดีลนลาน

“มันอยู่ทางนั้น!!
เสียงของพวกที่ถือไม้ล่าพวกเขาเมื่อกี้ดังมาจากที่ใดสักทีไม่ใกล้ไม่ไกล และตอนนี้จงแดนึกอยากจะเกิดเป็นตัวตุนขุดดินหนีมันซะเลย ดวงตาตี๋มองไปยังมุมที่พวกเขาพึ่งเลี้ยวมาด้วยใจระทึก


อีกไม่นานพวกมันคงเลี้ยวตามมา เสียงเท้านั้นบ่งบอกได้ชัดเจน


หัวใจของคุณหมอเริ่มตกลงไปตาตุ่ม


ทำยังไงดี!!!


“อ่ะ!อื้อ!!!
หัวของหมอแทบวายเมื่อถูกฉุดเข้าไปในห้องๆหนึ่ง ยิ่งเมื่อปิดประตูห้องนั้นก็มืดจนไม่เห็นอะไร


เหมือนคุกใต้ดิน


นั้นคือสิ่งแรกที่คุณหมอคิด เขาอยากจะตะโกนร้องแต่เมื่อคิดได้ หากต้องเจอกับพวกที่ไล่ตามมาอยู่ในนี้กับคนที่ไม่รู้จัก น่าจะเป็นความคิดที่ดีกว่า


“นึกว่าจะรอด สุดท้ายก็ต้องช่วย”
เสียงบ่นงึมงำมาจากมุมใดมุมนึกทำให้ฉุดจนเผลอตวาดออกไป

“นายเป็นใคร!!

 “ชู่เงียบไว้ อยากให้พวกนั้นรู้รึไงว่าเราอยู่ในนี้”

ไม่ได้คำตอบแถมยังได้คำดุมาอีก!

คราวนี้คุณหมอจอมฉลาดได้แต่หดคอเหมือนยามเด็กที่ถูกคุณแม่สุดที่รักสั่งสอน นานนับนาทีที่เกิดความเงียบคนที่เป็นพลเมืองดีช่วยพวกเขาไว้ก็ทำเสียงกุกกักเปิดช่องเล็กๆให้แสงด้านนอกเข้ามาพร้อมกับส่องมองออกไปข้างนอก

นั้นแหละทำให้คุณหมอมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่หยุดเต้น


น่าร๊ากอ่า...
คนมองแทบจะไถลไปกับพื้นเมื่อได้เห็นเสี้ยวหน้าของคนที่ช่วย หัวใจเต้นรัวเหมือนกล่องชุด และอัตราการเต้นของมันตอนผ่าตัดครั้งแรกยังสู้ไม่ได้ คุณหมอเหมือนจะจ้องนานจนคนถูกจ้องถลึงตากลับกลบแก้มแดงๆ เสมองคนตัวเล็กที่คุณหื่นหนีบมาด้วยแก้ขัดก่อนที่จะเบิกตาอุทานออกมาด้วยเห็นสภาพ

“เห้ย! คุณหมอเลิกจ้องผมแล้วดูเพื่อนคุณด่วน!!!




..................................................................................


“พี่เจอเขาจริงๆนะ คยองซู! มั่นใจว่าใช่เขาแน่ๆ พี่ไม่เคยจำสามีพี่ผิด”
เป็นอีกครั้งที่คยองซูต้องปรอยตามองพี่ชายบุญธรรมที่เอาแต่เพ้อถึงเรื่องเมื่อหลายวันก่อนทุกครั้งที่มาเยี่ยมเขาที่ห้องพัก สีหน้าที่หมองเศร้าก้มงุดบีบมือจนซีดเพราะความกังวลและขุ่นใจ คยองซูตัวน้อยที่อยู่บนเตียงเอือมมือไปกุมมืออีกฝ่ายพร้อมทั้งเอ่ยในสิ่งที่ตนเพียรพยายามบอกมาตลอดสองสามวันที่ผ่านมา

“พี่อี้ชิง เขาจะอยู่ที่นี้ได้ไง ในเมื่อที่นี้ไม่มีอะไรที่เขาสนใจเลย”

“แต่พี่หมะ..”

ครืน ครืน

เสียงเครื่องมือสื่อสารที่โชว์เบอร์จากทางไกลสั่นขัดคำแต่ตัวของอี้ชิงทันควัน คยองซูหยิบมันขึ้นมารับโดยไม่สนใจคนเป็นพี่ที่อ้าปากพะงาบราวกับจะต่อประโยคนั้นให้จบ แต่เมื่อเจอใบหน้าเคร่งครึมอี้ชิงก็ได้เงียบและหลุดไปสู่โลกของตัวเองพลางทบทวนภาพความทรงจำซ้ำๆและทะเลาะกับตัวเองในใจ

เขาไม่ได้จำผิดนะ นั้นต้องเป็นอี้ฟาน...

หรือจะไม่ใช่?...

ไม่จริงน่า....


“พี่ มีคนอยากคุยด้วย”
พอทะเลาะกันตัวเองได้ไม่นานโลหะเย็นที่เป็นมุมของโลหะสะกิดเข้าที่แก้มใสก่อนที่เขาจะรับมันมาแบบมึนงง แต่เมื่อกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ก็พบความเงียบชั่วขณะจนต้องส่งสายตาสบกับเจ้าของมือถือ คยองซูพยักเพยินให้คนถือหูลองพูดใหม่ และคราวนี้อี้ชิงก็ลงเสียงเข้มปนหงุดหงิด

“นี่! ถ้าไม่พูดจะว่างแล้วนะ!!

“พี่อี้ชิง...”
เสียงที่ตอบกลับมาอย่างกระท่อนกระแท่นทำเอาคนรอเบิกตากว้าง

“พะ....แพค!!..แพคกี้ใช่มั้ย!!
อี้ชิงกำโทรศัพท์แน่นพร้อมกับตะโกนออกไปอย่างลืมตัว นี่เขาได้ยินไม่ผิดใช่มั้ย? น้ำตาของพี่ชายคนงามรื้อขึ้นจนดวงตาร้อนผ่าวแต่อี้ชิงก็ไม่คิดที่จะสนใจมันเลย ตอนนี้ความตื้นตันที่ได้ยินเสียงของน้องรักมันมีมากกว่าอะไรเป็นไหนๆ

“แพคกี้ของพี่ เป็นยังไงบ้าง อยู่ที่นั้นมีใครรังแกมั้ย หลับสบายรึเปล่า พี่คิดถึงแพคกี้เสมอ พี่ขอโทษ พี่ขอโทษที่  พี่ขอโทษพี่มันเห็นแก่ตัว..พี่มันโง่..ไม่ร้องนะคนดีของพี่”

“ไม่เป็นไรฮะ .... ผมไม่เป็นไรจริงๆ ผมคิดถึงพี่นะ  คิดถึงพี่แบคด้วย”
ร่างเพรียวลุกจากเก้าอี้เดินออกมายังระเบียงเพื่อคุยกับปลายสาย เขาเอยปากถามจนปลายสายแทบจะตอบไม่ทัน ความห่วงใยที่มีถูกส่งผ่านข้ามประเทศไปถึงใครอีกคนที่น้ำตานองหน้าเช่นกัน เสียงของน้องชายสั่นจนรับรู้ได้ว่าร้องไห้งอแงเหมือนที่เคยอยู่กับตน แม้จะร้องไห้แต่ปากก็ยังคงฉีกยิ้ม ความทุกข์จากความคิดถึงกำลังตีกันกับความสุขของการได้พบเจอ ถึงแม้จะไม่เห็นหน้าก็ยังพอรับรู้ว่ายังไม่ตาย

 “อยากกลับมามั้ย...พี่จะรีบไปรับ เราจะได้ไม่ต้องทุกข์” คนเป็นพี่เอ่ยถามด้วยความรัก แต่ปลายส่ายกลับเงียบเม้มปากก่อนตอบมาด้วยเสียงอันเบา และเน้นถึงภารกิจอันสำคัญที่ตนต้องทำให้สำเร็จโดยที่ไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นทำให้ผู้พี่ต้องรีบยกมือขึ้นมาปิดปากเพราะไม่อยากให้น้องได้ยินเสียงสะอื้นของความเจ็บปวด

“ไม่เป็นไรฮะ ผมยังไหว...เกมนี้พี่ต้องชนะ ผมสัญญา”

ฮึก...แพคกี้...อดทนไว้นะ  แล้วพี่จะรีบพาเรากลับมา น้องเก่งมากเลย  รอนะ พี่สัญญา

สุดท้ายก็จบลงด้วยน้ำตา เครื่องมือสื่อสารอันสวยถูกส่งคืนผู้ป่วยที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ในห้อง ท่าทางอ่อนล้าของร่างที่ทิ้งตัวลงเก้าอี้ข้างเตียงอย่างหมดหวังทำให้คยองซูต้องถอนหายใจหนัก เสียงหวานพึมพำถึงเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆราวกับคนป่วยละเมอ คนเจ็บก้มหน้าลงมองตักก่อนจะตัดสินใจพูดบางอย่างให้อี้ชิงได้รับรู้ช่วงที่เจ้าตัวยุ่งอยู่กับเอกสารที่บริษัทและปล่อยให้น้องบุญธรรมพักฟื้นอยู่ที่บ้าน

“พี่ เราเหลือเวลาแค่สามวันแล้วนะ”


“ผมคิดว่าแบคฮยอนเขาคงลืมวันเวลาไปแล้วละ”


“มันจะครบเดือนแล้ว”








ร่างโปร่งที่นั่งอยู่หัวโต๊ะท้าวคางเครียดหนักเมื่อตรวจสอบว่าหุ้นที่อยู่ในมือกำลังร่วงฮวบ คิ้วเรียวยู่ชนกันจนดูน่ากลัวราวกับสิงโตที่กำลังอยู่ในช่วงจำศีล หากมีใครสะกิดหรือพูดไม่เข้าหูคงไม่พ้นการถูกตวาดกลับมาแน่ ตอนนี้บริษัทที่ก่อร่างสร้างฐานมาตั้งแต่รุ่นทวดกำลังสั่นคลอน ซ้ำเจ้าเพื่อนตัวดีก็ไร้วี่แววตอบกลับมา ดีหน่อยก็คือพี่ชายที่ตอบกลับมาแล้วว่าทางจีนเรียบร้อยดีไม่มีปัญหา

เว้นก็แต่เรื่องน้องชายสุดท้องที่เขาหลงลืมไปพักหนึ่งซึ่งตอนนี้พี่ก็เริ่มเร่งให้หาให้พบ

“โวย!!!!
แบคฮยอนถึงกับปัดเอกสารทุกอย่างที่อยู่หน้าให้ร่วงจนโต๊ะโล่ง ตอนนี้เหมือนอารมณ์เขากำลังถึงขีดสุด ความเครียดกดดันจนต้องคำครามออกมาให้หายอัดอั้น ทุกอย่างที่มีกำลังหลุดลอยออกไปจากมือ สมองที่เคยปราดเปรียวตอนนี้มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน  มือเรียวทึ้งหัวตัวเองไปทีก่อนจะทุบลงโต๊ะดังจนคนที่อยู่ในบ้านสะดุ้งแต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปถาม

“แบคฮยอนคะ”
หญิงสาวคนเดียวที่กล้าจะเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย ร่างในชุดคลุมท้องสีอ่อนเดินเข้ามาหาสามีโดยมีเอกสารแผ่นหนึ่งติดมาด้วย ใบหน้าสวยมีสีหน้ากระอักกระอั่วต่อกระดาษไม่กี่แผ่นในมือที่ยื่นให้สามี แต่ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้อ่านเขาก็ต้องชะงักมองหน้าภรรยาไร้ทะเบียนของตนอย่างตะลึง

“จดทะเบียนกับเซฮุนแล้วนะคะ”

“หลังคลอดเด็กคนนี้ ฉันจะย้ายออกไป  ขอบคุณสำหรับหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ต่อไปก็แค่ให้เราเป็นแค่คนเคยรู้จักแล้วกันนะค่ะ และก็เด็กคนนี้ถ้าคุณอยากเอาไว้ก็ได้ แต่ถ้าไม่ก็เอาแกไปทิ้งไว้สถานเด็กกำพร้าก็ได้นะคะแล้วแต่คุณ เพราะฉันไม่เอาแกไปด้วยแน่นอน”

“ทำไมคุณถึงทำแบบนี้?”
เป็นครั้งแรกที่แบคฮยอนรู้สึกถึงอาการเสียหน้า เสียใจ และช๊อคสุดขีด เขาไม่คิดว่าผู้หญิงที่อุ้มท้องลูกของเขาจะพูดออกมาแบบนี้  มือหนาเกี้ยวรั้งข้อมือเล็กของอีกฝ่ายที่กำลังจะเดินหนีให้หันกลับมา ดวงตาของเธอช่างมั่นคงและเด็ดเดี่ยวเสียจนน่ากลัว แต่แววตาของแบคฮยอนกลับไหววูบราวกับตกอยู่ในเหวลึกเคว้งคว้างและกำลังท้อแท้

เธอบิดข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุมด้วยแรงที่มีและแสดงท่าทีที่บ่งบอกว่ารังเกียจสัมผัสของอีกฝ่ายมากเพียงใด ก่อนที่จะหันหลังจากไปพร้อมกับประโยคที่ทำให้คนฟังถึงกับทรุด

“ฉันไม่อยากจะอยู่กับพวกล้มละลายอย่างคุณหรอก และฉันก็ไม่มีวันเอามารหัวขนไปเป็นตัวขัดขว้างความสุขของฉันหรอก”


มากถึงตอนนี้แบคฮยอนพึ่งรับรู้แล้วว่าการถูกทิ้งและหยามเหยียดมันเป็นเช่นไร


นี่ ชีวิตเขาถึงจุดที่ดิ่งลงเหวรึไงนะ





 กุก กัก

รองเท้าคู่สวยที่ใส่ผ่าความหนาวมาถึงบ้านพักของพ่อเล้าถูกเข้านายสลัดเข้าตู้เก็บอย่างถนอมจนเกิดเสียงแต่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคอกสำคัญ ร่างเล็กเดินอาดๆเข้าไปในตัวบ้านที่อบอุ่นก่อนจะพุ่งไปยังเคาเตอร์เพื่อหาโกโก้ร้อนๆมาจิบให้อุ่นขณะที่ต้องนั่งรอคุณพ่อคนสำคัญที่ตอนนี้คงกำลังแต่งตัวอยู่

หรือทำภารกิจบางอย่างอยู่

“มาแล้วหรอ”

“อืม มีอะไร”
คยองซูเอ่ยถามและพยายามไม่มองสภาพของคุณพ่อพระของโรงพยาบาลที่ตอนนี้ไม่มีเค้าของความน่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย ร่างโปร่งที่สวมเพียงกางเกงผ้าตัวจิ๋วเดินเลี้ยวไปยังเคาเตอร์เพื่อทำอาหารเบาๆรองท้องของตนและอีกคนที่อยู่บนห้อง โดยมีคยองซูนั่งจิบโกโก้อยู่บนโซฟาหน้าโทรทัศน์

“ฟัดกับหมารึไงสภาพดูไม่ได้”
ทันทีที่ร่างเกือบเปลือยนั่งลงตรงโซฟาข้างๆเพื่อรอขนมปังปิ้งผู้มาเยือนก็เอ่ยทักด้วยความนับถือ แม้จะหยาบแต่คนอายุมากกว่าก็ไม่เคยถือ ซ้ำยังไม่ยิ้มรับไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับคำแนบแนม

“เค้าไม่เรียกว่าฟัด เค้าเรียกว่าบอกรัก”

“อืม...”

สุดท้ายก็เป็นคนกัดเองที่ต้องเอื้อมหันหน้ากรอกตาแบบช่างมันเถอะ และรีบเปลี่ยนเรื่องโดยไม่ให้เสียเวลา

“โทรเรียกมีอะไร?”

“อ่อ...เดะนะ ฉันว่าจะบอกว่าซูโฮเค้าติดต่อมาว่าจะพาชานยอลไปที่ไร่น่ะ ไม่อยากให้นายห่วง”
คยองซูพยักหน้ารับแต่ไม่ทันได้พูดอะไร เสียงใสๆจากข้างบนก็เรียกให้ทั้งสองหันไปมองตรงบันได เจ้าของเสียงเจือยแจ้วโน้มกายลงมาพร้อมกับแกว่งเครื่องมือสื่อสารของพ่อเล้าเพื่อบอกว่ามีคนโทรมาให้รีบไปรับ  และนั้นทำให้คยองซูรู้แล้วว่ารอยแดงเป็นปื้นกับรอยข่วนต่างๆบนตัวคุณพ่อเล้ามาจากใคร

“ไปสนิทกันตอนไหน..”  
คยองซูได้แต่พึมพำเบาๆมองตามร่างของพ่อเล้าที่หายขึ้นไปข้างบน เขานั่งดื่มโกโก้ไปสักพักก็เตรียมตัวที่จะกลับเพราะไม่มีเหตุที่จะต้องอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากบ้านเสียงแหบที่ดังมาแต่ไกลก็รั้งให้หันกลับไปด้วยใบหน้าคำถาม



“คยอง คิมจงอินเรียกให้ไปพบที่เดิม..”









สุดท้ายแล้วคยองซูก็ต้องแต่งชุดที่มีแต่ความวาบหวิวเดินเข้าผับที่มีแต่เหล่าผีเสื้อราตรีและเหล่านักล่า ตอนแรกก็อยากจะตอบปฏิเสธไป แต่เมื่อเจอปัญหาที่มีความสงสัยในการปรากฏตัวของคิมจงอินเหตุผลทุกอย่างก็ถูกโยนทิ้งลงอ่างล้างหน้าแล้วหยิบมาสคาร่าขึ้นมาขีดเขียนบนใบหน้าพอให้ดูดึงดูดในยามค่ำ ปลายนิ้วกดวนไปมาบนแก้วทรงสูงที่มีแอลกอฮอล์สีฟ้าใส พลางวาดสายตาหาร่างที่คุ้นเคยอย่างรอคอย

ที่เดิมของพวกเขาคือ โซฟาสีแดงสด ห้อง VIP ชั้นสาม ในผับ KL เครืออู๋อี้ฟาน

ร่างเล็กนั่งจับจ้องของเหลวในแก้วที่ตัวเองเป็นคนสั่งอย่างเหม่อลอย หัวใจของคนรอเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อหวนนึกไปถึงวันที่มาเหยียบที่นี่ครั้งแรก

ตอนนั้นไม่มีความเต็มใจหรือชมชอบในที่อโคจรแบบนี่เลยด้วยซ้ำ แต่เพราะใครบางคนที่ทำตัวไม่สมกับความรักของเขาแอบมาที่นี้ประจำจนต้องแอบตามมาจับตา สุดท้ายเขาก็เจอ ผู้ชายคนนั้น ที่ทำให้คนสำคัญของเขาถึงกับไม่รักตัวกลัวตาย ทุกอย่างเหมือนจะดีถ้าไม่ใช่เพราะฝ่ายนั้นไม่จริงจังด้วย สุดท้ายของรักของเขาก็กลายเป็นของไร้ค่าของคนไร้หัวใจ  เขาจำได้ วินาทีที่สวมกอดร่างไร้วิญญาณร้องไห้ทุรนทุรานแทบคลั่ง และยอมเสียตัวครั้งแรกเพื่อการแก้แค้น


เพื่อพี่ชายผู้เป็นที่รัก... 


“รอนานมั้ยที่รัก..”
เสียงทุ้มจากคนที่คุ้นกันอยู่พร้อมจูบหนักๆตรงขมับและอ้อมกอดอุ่นร้อนไม่ได้ทำให้คนที่รอดีใจ แต่ก็ต้องทำแกล้งว่าชอบใจหนักหนากับการกระทำแบบนี้  คนถูกกอดยกแขนคล้องคออีกฝ่ายก่อนจะกดจูบเป็นการทักทาย เผยอปากรับความร้อนรุ่มจากส่วนนิ่มของอีกฝ่ายจนแทบจะสำลักด้วยความรังเกียจ

“ไม่หรอก...”
คนที่อยู่ข้างใต้เอ่ยพร้อมรอยยิ้มหอบ น้ำใสที่ติดมุมปากถูกนิ้วของคนผิวแทนเช็ดออกด้วยความหลงใหล แต่ก่อนจะได้เอ่ยอะไรต่อร่างที่อยู่หลังโซฟาก็ปืนข้ามมานั่งข้างๆคนตัวเล็กพร้อมกับดันให้อีกฝ่ายนอนราบไปกับที่นั่ง โน้มตัวลงไปกักกันไปให้อีกฝ่ายได้ขยับหนีพร้อมกับจุมพิตหวานๆที่ปากรูปหัวใจเบาๆ

“โชคดีจังเลยนะที่โด้ก็มาจีนเหมือนกัน รู้มั้ยคิดถึงที่สุดเลย”

“จริงหรอ..” คิดถึงร่างกายของฉันใช่รึเปล่า
คนที่โดนทาบทับได้แต่ร้องประท้วงความคิดถึงในใจ แต่สีหน้ากลับยิ้มหวานราวกับชื่นชอบคำหวานหูนั้นหนักหนา โดยที่อีกฝ่ายก็แกล้งพูดกระงอกระงอนด้วยรอยยิ้ม

“หืม...ไม่เชื่อกันหรอ..งั้นต้องพิสูจน์”
ไม่ทันได้ประท้วงปากอุ่นก็ประทับลงกับกลีบรูปหัวใจเล่นเอาใจคนโดนแกล้งตกไปอยู่ตาตุ่ม สัมผัสจากมือหนาที่สอดเข้ามาต้องเนื้อทำเอาสั่นไปไม่เป็น อยากจะผลักอีกฝ่ายออกแต่กายเซ็กซี่ที่เคลื่อนกายอยู่ด้านบนมันช่างปลุกอารมณ์ให้ซ่านจนสั่นอ่อน และแล้วการพิสูจน์ก็เป็นไปอย่างร้อนรุ่มบนโซฟาสีแดงสด

กายที่เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงทำเอาคนอยู่ข้างใต้ได้แต่ครวญครางอืออึงเขมิบรับท่อนเนื้ออย่างบ้าคลั่ง ไม่มีการอ้อมแรงในการหลอมรวม มีเร่งสุ่มไฟที่เดือดอยู่ข้างในให้แผดเผากายจนต้องดิ้นหนี ขาถูกจับพาดไหล่กว้างและใบหน้าเหเกยถูกจับให้มั่นไม่ให้ถอยหนีรับจูบร้อนและหยาดน้ำของความกระหาย มือปอมได้แต่จิกลงโซฟาระบายพลังแสนสียวที่ตีวนในกายไม่หยุด

ถึงใครจะบอกว่าน่าอาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายอมทุกครั้ง

“อ้ะ”
ร่างเล็กถูกจับให้พลิกคว่ำคางเกยกับที่พักแขน และถูกทับด้วยร่างที่ใหญ่กว่า ช่องทางที่รู้สึกขาดหายได้รับการเติมเต็มอีกครั้ง และครั้งนี้มันก็เข้ามาลึกเสียจนปลายถันเล็กคายน้ำ

“จงอิ...น”

“ฉันไม่อยากให้นายรับแขกคนไหนเลยจริงๆ”
ทั้งๆที่ตกอยู่ในห้วงราคะแต่เขาก็สามารถเอยออกมาได้อย่างไม่ละเมอ ทุกคำเขาออกมาจากความคิดและกลั่นกรองมาจากสมอง เขาจับจ้องหัวเล็กที่สั่นคลอนเพราะแรงส่งจากเขาด้วยรอยยิ้มก่อนจะก้มลงไปแทะโลมหลังคอขาวๆที่ยั่วยวน ขณะที่ยังขยับกายอย่างรุนแรงไม่ขาดตกให้เสียชื่อ

“รับแต่ฉันคนเดียวนะ”
แค่แรงตอดจากร่างน้อยก็ทำให้เขาคิดอยากจะเก็บอีกฝ่ายไว้เชยชมแต่เพียงคนเดียว แม้เสียงที่หลงออกจากปากนั้นจะไม่ใสกังวานเหมือนสาวน้อยแต่มันกลับไพเราะเสียงเหลือเกินในทุกครั้งที่ได้สดับฟัง แต่ก็มีเพียงประโยคเดียวที่ฟังทีไรแล้วหัวใจมันเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ จนต้องระบายออกทางการกระแทกสะโพกเข้าหาแรงๆ

“จะ..จง...อิน...ฮ้า..”

“โ..ด้..”

“โด้..รัก...จงอิน...น...”

 “โด้รักจงอินนะ รักที่สุดเลย...”

“....อึก....”
สุดท้ายเด็กเลี้ยงแกะตัวน้อยก็สิ้นฤทธิ์ตาพริ่ม จงอินค่อยๆพลิกกายเล็กนั้นขึ้นมาโอบกอดเอนตัวนอนราบกับโซฟาโดยมีร่างน้อยเกยอยู่บนอก


ใบหน้าใสที่นิ่งสนิทบนอกของตนทำเอาหัวใจของเขาเต้นหนึบ ลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอบ่งบอกได้ดีว่าเจ้าตัวปิดการรับรู้ทั้งหมด และนั้นเป็นโอกาสที่เขาจะลักลอบลวนลามคนบนตัว เขาเกลี่ยผมชื้นเหงื่อออกจากจุดโฟกัสสายตาเพื่อที่จะได้ซึมซับทุกอย่างให้ได้มากที่สุด พร้อมกับกระชับกอดให้มากขึ้น แม้จะอยากจับคนตรงหน้ามาสอบสวนบีบเอาความจริงแต่เมื่อมาคิดอีกทีหัวใจเจ้ากรรมดันรู้สึกเจ็บเสียจนเหมือนมีคนมารัดหัวใจให้เจ็บ


เมื่อไรนายจะเลิกหลอกตัวเองสักทีว่านายไม่ใช่ ดีโอ!!..

“ทำแบบนี้เพื่ออะไรคยองซู...”



TIMETALK
สวัสดีวันอาทิตย์คร้าบป๋ม







เปลี่ยนตัวร้าย พ่ายตัวรัก ตอนที่ 18

Cross  -    18 - ความเสียใจที่เจ็บที่สุด คือ ผลจากการกระทำของตัวเอง หลายนาทีแล้วที่ร่างของภรรยาถูกส่งออกจากห...