- 7 -
“พวกแกเป็นใครต้องการอะไร!”
“ต้องการชีวิตแกยังไงละ!”
นั้นเป็นเพียงแค่บทสนทนาสั้นๆกับชายชุดดำที่ถือปืนมาจ่อที่ต้นคอเขาระหว่างที่เขาถูกต้อนให้เขามาในซอยเงียบ ก่อนที่เขาจะใช้ศิลปะการต่อสู้ระยะประชิดรอดออกมาจากสายตาของนักฆ่าคนนั้นได้
“ชิบ! โอ้ย!”
แต่ใช่ว่าเขาจะหนีรอดวิธีกระสุนของอีกฝ่ายได้
เสียชื่อคยองซูหมด
ร่างบางได้แต่สถบในใจก่อนจะทรุดตัวลงข้างๆกล่องมากมายที่กองพะเนินอยู่ที่มุมหนึ่ง มือป้อมกุมต้นแขนที่มีบาดแผลฉกรรจ์ไว้แน่นก่อนที่จะบังคับมือตัวเองล่วงเข้าไปในสาบเสื้อกดอุปกรณ์สื่อสารแบบพิเศษเรียกใครบางคนมา
“ซี้ด...”
ริมฝีปากล่างรูปหัวใจถูกขบแน่นเพราะความเจ็บและชา เขาเดาได้เลยว่าในกระสุนนั้นต้องมียาชนิดพิเศษคลาบอยู่แน่ เพราะแค่ถากๆยังทำเอาเห็นดวงยามฟ้าแจ้งได้ เสียงฝีเท้าซึ่งเดาได้เลยว่าไม่ใช่ฝ่ายเขาค่อยๆใกล้เขามาเร่งให้หัวใจสูบฉีดแรง
ใกล้เข้า
ใกล้เข้า
ใกล้เข้า
และ...
“ทำไมถึงพลาดได้ละคยองเสียชื่อหมดเลย”
เสียงทักทายที่คุ้นหูทำให้ต้องหันควับกลับไปมอง มีไม่กี่คนที่เรียกเขาแบบนี้แหละหนึ่งในนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากพ่อเล้ากรงทองในคราบคุณหมอจิตเวชที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดจนหน้าหมันไส้
“พูดมากน่าจงแด เพราะนายนั้นแหละมั่วแต่ทำอะไรอยู่”
“ฉันไปช่วยทางพี่ชิงชิงของนายอยู่น่ะสิ นี่ก็รีบสุดๆแล้วนะ”
จงแดทำเสียงจิจ๊ะในลำคอเมื่อถูกค้อนวงใหญ่จากเจ้านกฮูกตัวน้อย เขาเดินเข้าไปหาร่างที่นั่งซมใบหน้าไร้เลือดของนักฆ่ามือดีก่อนจะหัวเราะในลำคอ
“หมดท่าเลย คงจะโดนยาละสิ ปะรีบไปเถอะเดี๋ยวพวกมันมาเจอ”
จงแดรีบคว้าเอาแขนคนตัวเล็กขึ้นพาดบ่าเพื่อจะออกจากซอยมืดและหนีพวกที่ตามล่านักฆ่าตัวเล็กข้างๆแต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้โชคจะไม่เข้าข้างเหมือนครั้งที่เขาช่วยอี้ชิง
“ฉันว่า ไม่ทันแล้วละ หลบ!!”
ปัง ปัง
ขาที่ยังพอมีแรงรีบวิ่งเอาตัวรอดพอๆกับคนที่มาช่วย ขนาดตัวที่พอๆกันทำให้แทบจะล้มลุกคลุกคลานไปตามทางสาก พวกเขาเลี้ยวไปตามทางที่มันให้เลี้ยว และเหมือนจะโชคซวยซ้ำซ้อนเมื่อพวกเขาเจอ
“เชี่ย! ทางตันหรอเนี้ยะ”
จงแดแทบจะเอาปืนยิงหัวตัวเองเมื่อตรงหน้ามันกลายผนังอิฐอย่างหนา และเมื่อหันมาหาคนข้างๆเขาก็แทบใจหาย ร่างเล็กนั้นตัวอ่อนยวบจนเหมือนผักต้ม ใบหน้านั้นซีดขาวราวกับกระดาษยิ่งทำให้คนที่ยังสติดีลนลาน
“มันอยู่ทางนั้น!!”
เสียงของพวกที่ถือไม้ล่าพวกเขาเมื่อกี้ดังมาจากที่ใดสักทีไม่ใกล้ไม่ไกล และตอนนี้จงแดนึกอยากจะเกิดเป็นตัวตุนขุดดินหนีมันซะเลย ดวงตาตี๋มองไปยังมุมที่พวกเขาพึ่งเลี้ยวมาด้วยใจระทึก
อีกไม่นานพวกมันคงเลี้ยวตามมา เสียงเท้านั้นบ่งบอกได้ชัดเจน
หัวใจของคุณหมอเริ่มตกลงไปตาตุ่ม
ทำยังไงดี!!!
“อ่ะ!อื้อ!!!”
หัวของหมอแทบวายเมื่อถูกฉุดเข้าไปในห้องๆหนึ่ง ยิ่งเมื่อปิดประตูห้องนั้นก็มืดจนไม่เห็นอะไร
เหมือนคุกใต้ดิน
นั้นคือสิ่งแรกที่คุณหมอคิด เขาอยากจะตะโกนร้องแต่เมื่อคิดได้ หากต้องเจอกับพวกที่ไล่ตามมาอยู่ในนี้กับคนที่ไม่รู้จัก น่าจะเป็นความคิดที่ดีกว่า
“นึกว่าจะรอด สุดท้ายก็ต้องช่วย”
เสียงบ่นงึมงำมาจากมุมใดมุมนึกทำให้ฉุดจนเผลอตวาดออกไป
“นายเป็นใคร!!”
“ชู่เงียบไว้ อยากให้พวกนั้นรู้รึไงว่าเราอยู่ในนี้”
ไม่ได้คำตอบแถมยังได้คำดุมาอีก!
คราวนี้คุณหมอจอมฉลาดได้แต่หดคอเหมือนยามเด็กที่ถูกคุณแม่สุดที่รักสั่งสอน นานนับนาทีที่เกิดความเงียบคนที่เป็นพลเมืองดีช่วยพวกเขาไว้ก็ทำเสียงกุกกักเปิดช่องเล็กๆให้แสงด้านนอกเข้ามาพร้อมกับส่องมองออกไปข้างนอก
นั้นแหละทำให้คุณหมอมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่หยุดเต้น
น่าร๊ากอ่า...
คนมองแทบจะไถลไปกับพื้นเมื่อได้เห็นเสี้ยวหน้าของคนที่ช่วย หัวใจเต้นรัวเหมือนกล่องชุด และอัตราการเต้นของมันตอนผ่าตัดครั้งแรกยังสู้ไม่ได้ คุณหมอเหมือนจะจ้องนานจนคนถูกจ้องถลึงตากลับกลบแก้มแดงๆ เสมองคนตัวเล็กที่คุณหื่นหนีบมาด้วยแก้ขัดก่อนที่จะเบิกตาอุทานออกมาด้วยเห็นสภาพ
“เห้ย! คุณหมอเลิกจ้องผมแล้วดูเพื่อนคุณด่วน!!!”
..................................................................................
“พี่เจอเขาจริงๆนะ คยองซู! มั่นใจว่าใช่เขาแน่ๆ พี่ไม่เคยจำสามีพี่ผิด”
เป็นอีกครั้งที่คยองซูต้องปรอยตามองพี่ชายบุญธรรมที่เอาแต่เพ้อถึงเรื่องเมื่อหลายวันก่อนทุกครั้งที่มาเยี่ยมเขาที่ห้องพัก สีหน้าที่หมองเศร้าก้มงุดบีบมือจนซีดเพราะความกังวลและขุ่นใจ คยองซูตัวน้อยที่อยู่บนเตียงเอือมมือไปกุมมืออีกฝ่ายพร้อมทั้งเอ่ยในสิ่งที่ตนเพียรพยายามบอกมาตลอดสองสามวันที่ผ่านมา
“พี่อี้ชิง เขาจะอยู่ที่นี้ได้ไง ในเมื่อที่นี้ไม่มีอะไรที่เขาสนใจเลย”
“แต่พี่หมะ..”
ครืน ครืน
เสียงเครื่องมือสื่อสารที่โชว์เบอร์จากทางไกลสั่นขัดคำแต่ตัวของอี้ชิงทันควัน คยองซูหยิบมันขึ้นมารับโดยไม่สนใจคนเป็นพี่ที่อ้าปากพะงาบราวกับจะต่อประโยคนั้นให้จบ แต่เมื่อเจอใบหน้าเคร่งครึมอี้ชิงก็ได้เงียบและหลุดไปสู่โลกของตัวเองพลางทบทวนภาพความทรงจำซ้ำๆและทะเลาะกับตัวเองในใจ
เขาไม่ได้จำผิดนะ นั้นต้องเป็นอี้ฟาน...
หรือจะไม่ใช่?...
ไม่จริงน่า....
“พี่ มีคนอยากคุยด้วย”
พอทะเลาะกันตัวเองได้ไม่นานโลหะเย็นที่เป็นมุมของโลหะสะกิดเข้าที่แก้มใสก่อนที่เขาจะรับมันมาแบบมึนงง แต่เมื่อกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ก็พบความเงียบชั่วขณะจนต้องส่งสายตาสบกับเจ้าของมือถือ คยองซูพยักเพยินให้คนถือหูลองพูดใหม่ และคราวนี้อี้ชิงก็ลงเสียงเข้มปนหงุดหงิด
“นี่! ถ้าไม่พูดจะว่างแล้วนะ!!”
“พี่อี้ชิง...”
เสียงที่ตอบกลับมาอย่างกระท่อนกระแท่นทำเอาคนรอเบิกตากว้าง
“พะ....แพค!!..แพคกี้ใช่มั้ย!!”
อี้ชิงกำโทรศัพท์แน่นพร้อมกับตะโกนออกไปอย่างลืมตัว นี่เขาได้ยินไม่ผิดใช่มั้ย? น้ำตาของพี่ชายคนงามรื้อขึ้นจนดวงตาร้อนผ่าวแต่อี้ชิงก็ไม่คิดที่จะสนใจมันเลย ตอนนี้ความตื้นตันที่ได้ยินเสียงของน้องรักมันมีมากกว่าอะไรเป็นไหนๆ
“แพคกี้ของพี่ เป็นยังไงบ้าง อยู่ที่นั้นมีใครรังแกมั้ย หลับสบายรึเปล่า พี่คิดถึงแพคกี้เสมอ พี่ขอโทษ พี่ขอโทษที่ พี่ขอโทษพี่มันเห็นแก่ตัว..พี่มันโง่..ไม่ร้องนะคนดีของพี่”
“ไม่เป็นไรฮะ .... ผมไม่เป็นไรจริงๆ ผมคิดถึงพี่นะ คิดถึงพี่แบคด้วย”
ร่างเพรียวลุกจากเก้าอี้เดินออกมายังระเบียงเพื่อคุยกับปลายสาย เขาเอยปากถามจนปลายสายแทบจะตอบไม่ทัน ความห่วงใยที่มีถูกส่งผ่านข้ามประเทศไปถึงใครอีกคนที่น้ำตานองหน้าเช่นกัน เสียงของน้องชายสั่นจนรับรู้ได้ว่าร้องไห้งอแงเหมือนที่เคยอยู่กับตน แม้จะร้องไห้แต่ปากก็ยังคงฉีกยิ้ม ความทุกข์จากความคิดถึงกำลังตีกันกับความสุขของการได้พบเจอ ถึงแม้จะไม่เห็นหน้าก็ยังพอรับรู้ว่ายังไม่ตาย
“อยากกลับมามั้ย...พี่จะรีบไปรับ เราจะได้ไม่ต้องทุกข์” คนเป็นพี่เอ่ยถามด้วยความรัก แต่ปลายส่ายกลับเงียบเม้มปากก่อนตอบมาด้วยเสียงอันเบา และเน้นถึงภารกิจอันสำคัญที่ตนต้องทำให้สำเร็จโดยที่ไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นทำให้ผู้พี่ต้องรีบยกมือขึ้นมาปิดปากเพราะไม่อยากให้น้องได้ยินเสียงสะอื้นของความเจ็บปวด
“ไม่เป็นไรฮะ ผมยังไหว...เกมนี้พี่ต้องชนะ ผมสัญญา”
“ฮึก...แพคกี้...อดทนไว้นะ แล้วพี่จะรีบพาเรากลับมา น้องเก่งมากเลย รอนะ พี่สัญญา”
สุดท้ายก็จบลงด้วยน้ำตา เครื่องมือสื่อสารอันสวยถูกส่งคืนผู้ป่วยที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ในห้อง ท่าทางอ่อนล้าของร่างที่ทิ้งตัวลงเก้าอี้ข้างเตียงอย่างหมดหวังทำให้คยองซูต้องถอนหายใจหนัก เสียงหวานพึมพำถึงเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆราวกับคนป่วยละเมอ คนเจ็บก้มหน้าลงมองตักก่อนจะตัดสินใจพูดบางอย่างให้อี้ชิงได้รับรู้ช่วงที่เจ้าตัวยุ่งอยู่กับเอกสารที่บริษัทและปล่อยให้น้องบุญธรรมพักฟื้นอยู่ที่บ้าน
“พี่ เราเหลือเวลาแค่สามวันแล้วนะ”
“ผมคิดว่าแบคฮยอนเขาคงลืมวันเวลาไปแล้วละ”
“มันจะครบเดือนแล้ว”
ร่างโปร่งที่นั่งอยู่หัวโต๊ะท้าวคางเครียดหนักเมื่อตรวจสอบว่าหุ้นที่อยู่ในมือกำลังร่วงฮวบ คิ้วเรียวยู่ชนกันจนดูน่ากลัวราวกับสิงโตที่กำลังอยู่ในช่วงจำศีล หากมีใครสะกิดหรือพูดไม่เข้าหูคงไม่พ้นการถูกตวาดกลับมาแน่ ตอนนี้บริษัทที่ก่อร่างสร้างฐานมาตั้งแต่รุ่นทวดกำลังสั่นคลอน ซ้ำเจ้าเพื่อนตัวดีก็ไร้วี่แววตอบกลับมา ดีหน่อยก็คือพี่ชายที่ตอบกลับมาแล้วว่าทางจีนเรียบร้อยดีไม่มีปัญหา
เว้นก็แต่เรื่องน้องชายสุดท้องที่เขาหลงลืมไปพักหนึ่งซึ่งตอนนี้พี่ก็เริ่มเร่งให้หาให้พบ
“โวย!!!!”
แบคฮยอนถึงกับปัดเอกสารทุกอย่างที่อยู่หน้าให้ร่วงจนโต๊ะโล่ง ตอนนี้เหมือนอารมณ์เขากำลังถึงขีดสุด ความเครียดกดดันจนต้องคำครามออกมาให้หายอัดอั้น ทุกอย่างที่มีกำลังหลุดลอยออกไปจากมือ สมองที่เคยปราดเปรียวตอนนี้มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน มือเรียวทึ้งหัวตัวเองไปทีก่อนจะทุบลงโต๊ะดังจนคนที่อยู่ในบ้านสะดุ้งแต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปถาม
“แบคฮยอนคะ”
หญิงสาวคนเดียวที่กล้าจะเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย ร่างในชุดคลุมท้องสีอ่อนเดินเข้ามาหาสามีโดยมีเอกสารแผ่นหนึ่งติดมาด้วย ใบหน้าสวยมีสีหน้ากระอักกระอั่วต่อกระดาษไม่กี่แผ่นในมือที่ยื่นให้สามี แต่ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้อ่านเขาก็ต้องชะงักมองหน้าภรรยาไร้ทะเบียนของตนอย่างตะลึง
“จดทะเบียนกับเซฮุนแล้วนะคะ”
“หลังคลอดเด็กคนนี้ ฉันจะย้ายออกไป ขอบคุณสำหรับหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ต่อไปก็แค่ให้เราเป็นแค่คนเคยรู้จักแล้วกันนะค่ะ และก็เด็กคนนี้ถ้าคุณอยากเอาไว้ก็ได้ แต่ถ้าไม่ก็เอาแกไปทิ้งไว้สถานเด็กกำพร้าก็ได้นะคะแล้วแต่คุณ เพราะฉันไม่เอาแกไปด้วยแน่นอน”
“ทำไมคุณถึงทำแบบนี้?”
เป็นครั้งแรกที่แบคฮยอนรู้สึกถึงอาการเสียหน้า เสียใจ และช๊อคสุดขีด เขาไม่คิดว่าผู้หญิงที่อุ้มท้องลูกของเขาจะพูดออกมาแบบนี้ มือหนาเกี้ยวรั้งข้อมือเล็กของอีกฝ่ายที่กำลังจะเดินหนีให้หันกลับมา ดวงตาของเธอช่างมั่นคงและเด็ดเดี่ยวเสียจนน่ากลัว แต่แววตาของแบคฮยอนกลับไหววูบราวกับตกอยู่ในเหวลึกเคว้งคว้างและกำลังท้อแท้
เธอบิดข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุมด้วยแรงที่มีและแสดงท่าทีที่บ่งบอกว่ารังเกียจสัมผัสของอีกฝ่ายมากเพียงใด ก่อนที่จะหันหลังจากไปพร้อมกับประโยคที่ทำให้คนฟังถึงกับทรุด
“ฉันไม่อยากจะอยู่กับพวกล้มละลายอย่างคุณหรอก และฉันก็ไม่มีวันเอามารหัวขนไปเป็นตัวขัดขว้างความสุขของฉันหรอก”
มากถึงตอนนี้แบคฮยอนพึ่งรับรู้แล้วว่าการถูกทิ้งและหยามเหยียดมันเป็นเช่นไร
นี่ ชีวิตเขาถึงจุดที่ดิ่งลงเหวรึไงนะ
กุก กัก
รองเท้าคู่สวยที่ใส่ผ่าความหนาวมาถึงบ้านพักของพ่อเล้าถูกเข้านายสลัดเข้าตู้เก็บอย่างถนอมจนเกิดเสียงแต่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคอกสำคัญ ร่างเล็กเดินอาดๆเข้าไปในตัวบ้านที่อบอุ่นก่อนจะพุ่งไปยังเคาเตอร์เพื่อหาโกโก้ร้อนๆมาจิบให้อุ่นขณะที่ต้องนั่งรอคุณพ่อคนสำคัญที่ตอนนี้คงกำลังแต่งตัวอยู่
หรือทำภารกิจบางอย่างอยู่
“มาแล้วหรอ”
“อืม มีอะไร”
คยองซูเอ่ยถามและพยายามไม่มองสภาพของคุณพ่อพระของโรงพยาบาลที่ตอนนี้ไม่มีเค้าของความน่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย ร่างโปร่งที่สวมเพียงกางเกงผ้าตัวจิ๋วเดินเลี้ยวไปยังเคาเตอร์เพื่อทำอาหารเบาๆรองท้องของตนและอีกคนที่อยู่บนห้อง โดยมีคยองซูนั่งจิบโกโก้อยู่บนโซฟาหน้าโทรทัศน์
“ฟัดกับหมารึไงสภาพดูไม่ได้”
ทันทีที่ร่างเกือบเปลือยนั่งลงตรงโซฟาข้างๆเพื่อรอขนมปังปิ้งผู้มาเยือนก็เอ่ยทักด้วยความนับถือ แม้จะหยาบแต่คนอายุมากกว่าก็ไม่เคยถือ ซ้ำยังไม่ยิ้มรับไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับคำแนบแนม
“เค้าไม่เรียกว่าฟัด เค้าเรียกว่าบอกรัก”
“อืม...”
สุดท้ายก็เป็นคนกัดเองที่ต้องเอื้อมหันหน้ากรอกตาแบบช่างมันเถอะ และรีบเปลี่ยนเรื่องโดยไม่ให้เสียเวลา
“โทรเรียกมีอะไร?”
“อ่อ...เดะนะ ฉันว่าจะบอกว่าซูโฮเค้าติดต่อมาว่าจะพาชานยอลไปที่ไร่น่ะ ไม่อยากให้นายห่วง”
คยองซูพยักหน้ารับแต่ไม่ทันได้พูดอะไร เสียงใสๆจากข้างบนก็เรียกให้ทั้งสองหันไปมองตรงบันได เจ้าของเสียงเจือยแจ้วโน้มกายลงมาพร้อมกับแกว่งเครื่องมือสื่อสารของพ่อเล้าเพื่อบอกว่ามีคนโทรมาให้รีบไปรับ และนั้นทำให้คยองซูรู้แล้วว่ารอยแดงเป็นปื้นกับรอยข่วนต่างๆบนตัวคุณพ่อเล้ามาจากใคร
“ไปสนิทกันตอนไหน..”
คยองซูได้แต่พึมพำเบาๆมองตามร่างของพ่อเล้าที่หายขึ้นไปข้างบน เขานั่งดื่มโกโก้ไปสักพักก็เตรียมตัวที่จะกลับเพราะไม่มีเหตุที่จะต้องอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากบ้านเสียงแหบที่ดังมาแต่ไกลก็รั้งให้หันกลับไปด้วยใบหน้าคำถาม
“คยอง คิมจงอินเรียกให้ไปพบที่เดิม..”
สุดท้ายแล้วคยองซูก็ต้องแต่งชุดที่มีแต่ความวาบหวิวเดินเข้าผับที่มีแต่เหล่าผีเสื้อราตรีและเหล่านักล่า ตอนแรกก็อยากจะตอบปฏิเสธไป แต่เมื่อเจอปัญหาที่มีความสงสัยในการปรากฏตัวของคิมจงอินเหตุผลทุกอย่างก็ถูกโยนทิ้งลงอ่างล้างหน้าแล้วหยิบมาสคาร่าขึ้นมาขีดเขียนบนใบหน้าพอให้ดูดึงดูดในยามค่ำ ปลายนิ้วกดวนไปมาบนแก้วทรงสูงที่มีแอลกอฮอล์สีฟ้าใส พลางวาดสายตาหาร่างที่คุ้นเคยอย่างรอคอย
ที่เดิมของพวกเขาคือ โซฟาสีแดงสด ห้อง VIP ชั้นสาม ในผับ KL เครืออู๋อี้ฟาน
ร่างเล็กนั่งจับจ้องของเหลวในแก้วที่ตัวเองเป็นคนสั่งอย่างเหม่อลอย หัวใจของคนรอเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อหวนนึกไปถึงวันที่มาเหยียบที่นี่ครั้งแรก
ตอนนั้นไม่มีความเต็มใจหรือชมชอบในที่อโคจรแบบนี่เลยด้วยซ้ำ แต่เพราะใครบางคนที่ทำตัวไม่สมกับความรักของเขาแอบมาที่นี้ประจำจนต้องแอบตามมาจับตา สุดท้ายเขาก็เจอ ผู้ชายคนนั้น ที่ทำให้คนสำคัญของเขาถึงกับไม่รักตัวกลัวตาย ทุกอย่างเหมือนจะดีถ้าไม่ใช่เพราะฝ่ายนั้นไม่จริงจังด้วย สุดท้ายของรักของเขาก็กลายเป็นของไร้ค่าของคนไร้หัวใจ เขาจำได้ วินาทีที่สวมกอดร่างไร้วิญญาณร้องไห้ทุรนทุรานแทบคลั่ง และยอมเสียตัวครั้งแรกเพื่อการแก้แค้น
เพื่อพี่ชายผู้เป็นที่รัก...
“รอนานมั้ยที่รัก..”
เสียงทุ้มจากคนที่คุ้นกันอยู่พร้อมจูบหนักๆตรงขมับและอ้อมกอดอุ่นร้อนไม่ได้ทำให้คนที่รอดีใจ แต่ก็ต้องทำแกล้งว่าชอบใจหนักหนากับการกระทำแบบนี้ คนถูกกอดยกแขนคล้องคออีกฝ่ายก่อนจะกดจูบเป็นการทักทาย เผยอปากรับความร้อนรุ่มจากส่วนนิ่มของอีกฝ่ายจนแทบจะสำลักด้วยความรังเกียจ
“ไม่หรอก...”
คนที่อยู่ข้างใต้เอ่ยพร้อมรอยยิ้มหอบ น้ำใสที่ติดมุมปากถูกนิ้วของคนผิวแทนเช็ดออกด้วยความหลงใหล แต่ก่อนจะได้เอ่ยอะไรต่อร่างที่อยู่หลังโซฟาก็ปืนข้ามมานั่งข้างๆคนตัวเล็กพร้อมกับดันให้อีกฝ่ายนอนราบไปกับที่นั่ง โน้มตัวลงไปกักกันไปให้อีกฝ่ายได้ขยับหนีพร้อมกับจุมพิตหวานๆที่ปากรูปหัวใจเบาๆ
“โชคดีจังเลยนะที่โด้ก็มาจีนเหมือนกัน รู้มั้ยคิดถึงที่สุดเลย”
“จริงหรอ..” คิดถึงร่างกายของฉันใช่รึเปล่า
คนที่โดนทาบทับได้แต่ร้องประท้วงความคิดถึงในใจ แต่สีหน้ากลับยิ้มหวานราวกับชื่นชอบคำหวานหูนั้นหนักหนา โดยที่อีกฝ่ายก็แกล้งพูดกระงอกระงอนด้วยรอยยิ้ม
“หืม...ไม่เชื่อกันหรอ..งั้นต้องพิสูจน์”
ไม่ทันได้ประท้วงปากอุ่นก็ประทับลงกับกลีบรูปหัวใจเล่นเอาใจคนโดนแกล้งตกไปอยู่ตาตุ่ม สัมผัสจากมือหนาที่สอดเข้ามาต้องเนื้อทำเอาสั่นไปไม่เป็น อยากจะผลักอีกฝ่ายออกแต่กายเซ็กซี่ที่เคลื่อนกายอยู่ด้านบนมันช่างปลุกอารมณ์ให้ซ่านจนสั่นอ่อน และแล้วการพิสูจน์ก็เป็นไปอย่างร้อนรุ่มบนโซฟาสีแดงสด
กายที่เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงทำเอาคนอยู่ข้างใต้ได้แต่ครวญครางอืออึงเขมิบรับท่อนเนื้ออย่างบ้าคลั่ง ไม่มีการอ้อมแรงในการหลอมรวม มีเร่งสุ่มไฟที่เดือดอยู่ข้างในให้แผดเผากายจนต้องดิ้นหนี ขาถูกจับพาดไหล่กว้างและใบหน้าเหเกยถูกจับให้มั่นไม่ให้ถอยหนีรับจูบร้อนและหยาดน้ำของความกระหาย มือปอมได้แต่จิกลงโซฟาระบายพลังแสนสียวที่ตีวนในกายไม่หยุด
ถึงใครจะบอกว่าน่าอาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายอมทุกครั้ง
“อ้ะ”
ร่างเล็กถูกจับให้พลิกคว่ำคางเกยกับที่พักแขน และถูกทับด้วยร่างที่ใหญ่กว่า ช่องทางที่รู้สึกขาดหายได้รับการเติมเต็มอีกครั้ง และครั้งนี้มันก็เข้ามาลึกเสียจนปลายถันเล็กคายน้ำ
“จงอิ...น”
“ฉันไม่อยากให้นายรับแขกคนไหนเลยจริงๆ”
ทั้งๆที่ตกอยู่ในห้วงราคะแต่เขาก็สามารถเอยออกมาได้อย่างไม่ละเมอ ทุกคำเขาออกมาจากความคิดและกลั่นกรองมาจากสมอง เขาจับจ้องหัวเล็กที่สั่นคลอนเพราะแรงส่งจากเขาด้วยรอยยิ้มก่อนจะก้มลงไปแทะโลมหลังคอขาวๆที่ยั่วยวน ขณะที่ยังขยับกายอย่างรุนแรงไม่ขาดตกให้เสียชื่อ
“รับแต่ฉันคนเดียวนะ”
แค่แรงตอดจากร่างน้อยก็ทำให้เขาคิดอยากจะเก็บอีกฝ่ายไว้เชยชมแต่เพียงคนเดียว แม้เสียงที่หลงออกจากปากนั้นจะไม่ใสกังวานเหมือนสาวน้อยแต่มันกลับไพเราะเสียงเหลือเกินในทุกครั้งที่ได้สดับฟัง แต่ก็มีเพียงประโยคเดียวที่ฟังทีไรแล้วหัวใจมันเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ จนต้องระบายออกทางการกระแทกสะโพกเข้าหาแรงๆ
“จะ..จง...อิน...ฮ้า..”
“โ..ด้..”
“โด้..รัก...จงอิน...น...”
“โด้รักจงอินนะ รักที่สุดเลย...”
“....อึก....”
สุดท้ายเด็กเลี้ยงแกะตัวน้อยก็สิ้นฤทธิ์ตาพริ่ม จงอินค่อยๆพลิกกายเล็กนั้นขึ้นมาโอบกอดเอนตัวนอนราบกับโซฟาโดยมีร่างน้อยเกยอยู่บนอก
ใบหน้าใสที่นิ่งสนิทบนอกของตนทำเอาหัวใจของเขาเต้นหนึบ ลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอบ่งบอกได้ดีว่าเจ้าตัวปิดการรับรู้ทั้งหมด และนั้นเป็นโอกาสที่เขาจะลักลอบลวนลามคนบนตัว เขาเกลี่ยผมชื้นเหงื่อออกจากจุดโฟกัสสายตาเพื่อที่จะได้ซึมซับทุกอย่างให้ได้มากที่สุด พร้อมกับกระชับกอดให้มากขึ้น แม้จะอยากจับคนตรงหน้ามาสอบสวนบีบเอาความจริงแต่เมื่อมาคิดอีกทีหัวใจเจ้ากรรมดันรู้สึกเจ็บเสียจนเหมือนมีคนมารัดหัวใจให้เจ็บ
เมื่อไรนายจะเลิกหลอกตัวเองสักทีว่านายไม่ใช่ ดีโอ!!..
“ทำแบบนี้เพื่ออะไรคยองซู...”
TIMETALK
สวัสดีวันอาทิตย์คร้าบป๋ม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น