Cross - 18 -
ความเสียใจที่เจ็บที่สุด คือ ผลจากการกระทำของตัวเอง
หลายนาทีแล้วที่ร่างของภรรยาถูกส่งออกจากห้องฉุกเฉิน และนานกว่านั้นคือคนเป็นสามีไม่อาจนั่งลงที่ไหนได้ติด ชานยุลไม่เคยรู้สึกผิดหนักขนาดนี้หลังจากที่ตัวเองเรียนเกรดตกเมื่อตอนปี 4 เขาได้แต่มองหน้าอีกฝ่ายผ่านกระจกห้องพิเศษ แม้จะปลอดภัยแต่เขาดันหงุดหงิดที่หมอไม่ยอมบอกอะไรอื่นนอกจากนี้ว่าภรรยาเขาเป็นอะไรเนื่องจากแพทย์ที่ให้การรักษาได้กล่าวกับเขาว่าเป็นเจ้าตัวเองที่ขอไม่ให้เปิดเผยอาการต่าง และจรรยาบรรณของอีกฝ่ายก็สูงจนชานยุลหัวเสีย ต่อให้ขู่ว่าจะให้ออกก็ยังไม่ปริปาก
เขายืนอยู่นานจนได้แรงสะกิดที่ไหล่นั้นแหละถึงได้เคลื่อนไหว
“ชานยอลอยู่โซนถัดไปนี่เอง นายไปดูน้องหน่อยสิ”
“ชานยอลคงไม่อยากพูดกับเราหรอกลู่ฮาน ดูสิ่งที่เราทำสิ” เขากล่าวเสียงเศร้า ซึ่งทำให้คนฟังเกิดความไม่พอใจบนใบหน้าทันที แต่ลู่ฮานก็กลบมันได้ดี มือเรียวสอดเข้าไปยังฝ่ามือใหญ่พร้อมกับเอาศีรษะอิงแอบแนบกล้ามแขนของอีกฝ่าย
“อย่าโทษตัวเองเลย มันเป็นอุบัติเหตุ ถ้าจะโทษ มาโทษที่ลู่ก็ได้แต่อย่าโทษตัวเองเลยนะชานยุล” เสียงหวานเอ่ยด้วยประโยคสุดเศร้าแต่ในใจนั้นบิดยิ้มด้วยความสุขใจเป็นนิต ดวงตาใสดั่งกวางที่ชานยุลไม่มีโอกาสได้เห็นฉายชัดว่าสะใจเหลือหลายที่แพคฮยอนล้มหมอนนอนเสื่อแบบนี้
“ไปคุยกับชานยอลเถอะนะ ก่อนที่พวกการ์ดฝั่งนั้นจะมากัน ส่วนทางนี้เราดูเอง ยังไงเราก็เป็นคนผิด” ชานยุลคล้อยตามอย่างง่ายดายเมื่อคนที่พูดเป็นลู่ฮาน และอีกใจหนึ่งคือตอนนี้เขาก็รู้สึกไม่ค่อยดีอยู่ด้วย หากได้คุยกับน้องคงดีขึ้น มือหนาตบเบา ๆ บนมือบางอย่างฝากฝังก่อนจะละออกไปยังห้องที่น้องชายต่างพ่ออยู่ โดยไม่เห็นเลยว่ามีใครกำลังยิ้มกว้างอยู่
แอ๊ด...
“ชานยอล เป็นยังไงบ้าง” คำถามแรกจากใบหน้าเข้มของพี่ชายทำเอาคนนอนอยู่ต้องผุดลุกทันควัน
“ก็ไม่เป็นอะไรมากแล้วครับ พรุ่งนี้คงออกจากโรงพยาบาลได้” ชานยอลอธิบายให้พี่ชายฟังดี ๆ โดยไม่มีท่าทีดื้อรั้นเหมือนเก่า ซึ่งชานยุลคิดว่าดีแล้วเพราะหากเจ้าชานยอลมาดื้อใสตอนนี้เขาคงไม่มีแรงจะปราบแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้กลับกับพี่เลยละกัน เพราะว่...”
“คุณไม่มีสิทธิ์พาใครไปได้ทั้งนั้น...” ยังไม่ทันได้พูดจบ สายตาทั้งสองคู่ก็ต้องหันไปที่ต้นเสียงตรงประตู ร่างนั้นก้าวเข้ามาพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่ในมือ สำหรับคนป่วยที่เห็นชายคนนั้นก็เหมือนเรื่องปกติ แต่สำหรับชานยุลแล้ว มันทำให้เขาต้องครางชื่อใครบางคนเสียงเบา...
“แพคฮยอน..”
“เรียกชื่อน้องฉันทำไม?” เสียงห้วน ๆ ตอบกลับพร้อมกับกระแทกดอกไม้ช่อใหญ่เสียงดัง
ชานยุลนิ่งแล้วคิ้วขมวด เขามั่นใจว่าเขาจำภรรยาตัวเองได้ ถ้าตัดการเดิน การพูด และท่าทาง อีกฝ่ายก็เป็นแพคฮยอนไม่ผิด
เหมือนมาก เหมือนจนแยกไม่ออก เหมือนจนคิดว่าแกะจากพิมพ์เดียวกัน
“ทำไมจะไม่ ในเมื่อนี่น้องของฉัน” เมื่อตั้งสติได้ชานยุลก็เริ่มจะตอบโต้ และแน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะอยู่เฉย
“คลานตามกันมาหรอครับ? ได้ข่าวว่าพวกคุณสองคน คนละแม่” แบคฮยอนตอบกลับด้วยใบหน้ายั่วยวนรองเท้าสุดขีด คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงได้มามีสิทธิ์มีเสียงในตัวชานยอลเหนือเขา ต่อให้หน้าเหมือนหรือเป็นพ่อ แบคฮยอนก็ไม่ยอมให้หยิบเอาชานยอลไปง่าย ๆ หรอกนะ
“แล้วยังไง มันหนักส่วนไหนของนายรึไง” นี่ถ้าไม่ติดที่ว่าเหมือนแพคฮยอนเขาคงเดินไปต่อยหน้าหงายแล้ว มาสำรวจดูแล้ว สิ่งที่เหมือนกันก็แค่หน้า เพราะบอดี้ของอีกฝ่ายนั้นทั้งสูงกว่าและไหล่หนาใกล้เคียงกับเขา หากได้ตีกันจริงคงพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้
“ก็ไม่หนักครับ แต่นอกจากแพคฮยอนแล้วทางผมจะไม่ยอมให้คุณเข้ามาหยิบฉวยจากฝั่งผมอีกแน่นอน” ใบหน้าที่เหมือนแพคฮยอนอย่างกับแกะกอดอกอย่างหาเรื่อง ซึ่งนั้นทำให้ชานยอลเริ่มจะมึนหัว
“น้องชายฉันไม่ใช่ฝั่งนาย” เขาได้แต่กัดฟันกรอด เพราะรู้สึกเหมือนจะลม
“แต่เขาก็ไม่ยอมกลับไปกับคุณนี่ครับ” แบคฮยอนยักคิ้วอย่างคนเหนือกว่า นั้นทำให้เส้นเลือดบนขมับของชานยุลเต้นตุบ ตอนนี้ชานยุลนั้นง่ายเหลือเกินกับการถูกปั่น
“เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ”
“บางทีอาจจะแค่สีผสมอาหารก็ได้นิครับ”
เหมือนมีเสียงระฆังดังขึ้นท่ามกลางเขาทั้งสองคนที่ใช้สายตาฟาดฟันกัน ซึ่งนั้นทำให้ชานยอลต้องยกมือห้ามทับเพราะเริ่มปวดหัวคล้ายจะเป็นปราสาทพระราชวัง
“พอเลย ทั้งคู่เลย กี่ขวบกัน”
“นายนั้นแหละ หยุดชานยอล...ยังไงนายก็ต้องกลับไปกับพี่ นายอยู่ที่นี่ไม่ได้” ยิ่งว่าคำว่าหยุดทัพไม่ได้ก็คือการโดนลูกหลงไปด้วยนี่แหละ ชานยอลจึงต้องเก็บมือน้ำตาคลอเพราะพี่ไม่เคยเสียงแข็งใส่ขนาดนี้ เพราะอย่างวันนั้นก็แค่โมโหที่เขาดื้อ แต่ตอนนี้สายตาพี่เหมือนไม่สนใจอะไรแล้ว
ถ้าปาดคอเขาแล้วลากแต่ศพกลับไปบ้านได้ คงทำไปแล้ว
“น้องชายนายไม่ได้สิบขวบนะ ที่จะต้องรอให้นายมาตัดสินว่าได้ไม่ได้” ถึงจะเป็นคนที่ไม่ค่อยดีเท่าไร แต่พอเห็นว่าหมาน้อยของเขาถูกรังแกแบคฮยอนก็อยู่เฉยไม่ได้ ต่อให้เป็นเรื่องในครอบครัวแต่ถ้าทำชานยอลเขาร้องไห้ เขาก็พร้อมกระโดดเข้าไปสู้ตายเหมือนกันละหว่า
“แต่นี่มันน้องฉัน ฉันมีสิทธิ์ที่จะบอกเขาว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนชั่ว” คำที่เน้นว่า ชั่ว นี่ช่างกัดใจแบคฮยอนยิ่งนัก ใบหน้าคมหวานกระตุกมุมปากร้องเหอะเสียงห้าว
“โอะ อย่างนั้นบอกฉันหน่อยสิ ว่าน้องฉันจัดอยู่ในประเภทไหน ถ้าจัดอยู่ในประเภทดีฉันก็เป็นคนเดียวที่มีDNAแทบจะทุกอย่างเหมือนเขา แต่ถ้าจัดน้องผมว่าเป็นสิ่งชั่ว คุณพูดได้เต็มปากหรอว่าเลือกสิ่งที่ดีให้น้องได้ในเมื่อคุณเองก็เลือกน้องผม” เอาสิชานยุล นายกับฉันใจจะปากร้ายกว่ากันมันเห็น ๆ อยู่แล้ว
ว่าฉันได้ ฉันแค่โกรธ แต่ถ้ามาพาดพิงถึงครอบครัวละก็ ตายตรงนี้ก็อย่าหวังว่าจะยอม
“แก..”
“หยุดเลย ทั้งสองคนเลย กัดกันอยู่ได้ เป็นหมารึไงฮะ นี่โรงพยาบาลนะ เกรงใจห้องข้าง ๆ บ้าง” ไม่อยากจะขัดสงครามอันน่าดูนี่หรอกนะ แต่ชานยอลพูดความจริงเรื่องที่ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่โรงพยาบาลกันนะ ไม่ใช่ที่บ้าน มาแหกอกกันที่นี่ต่อให้มีเงินแค่ไหนก็ไม่สมควร
“ชานยอล นายก็เห็นว่าอยู่กับคนก้าวร้าว มีแต่จะสร้างความวุ่นวาย นายกลับบ้านกับพี่นะ”
“ผมยื่นยันคำเดิมว่า ไม่กลับ จนกว่าพี่จะยอมคืนคุณแพคฮยอนไปให้ครอบครัวเขา” ร่างโปร่งในชุดคนป่วยกอดอกอย่างเด็ดเดี่ยว และแน่นอนว่านิสัยนี้ชานยุลรู้เลยว่าได้ใครมา ถ้าตนเองปณิธานเรื่องใดไว้ ก็จะยืดมั่นจนกว่าจะได้ เหมือนจริง ๆ เหมือนเขาราวกับก๊อปปี้วาง
ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้เขาล้าเกินกว่าจะฉุดกระชากกับน้องคนนี้
“โอเค...พี่จะพาแพคฮยอนกลับบ้าน”
“คืนครับ...พี่ชานยุลต้องสัญญาว่าจะปล่อยคุณแพคฮยอนกลับบ้านโดยไม่ตุกติกนะครับ” ร่างโปร่งใช้แขนเล็กเกี่ยวเอาเอวสอบมาใกล้ แล้วแนบใบหน้าลงกับผ้าเนื้อดีอย่างอ้อนออด
น่ารักเสียคนมองอยู่ต้องบิดปากด้วยความอิจฉา
ทีกับเขาไม่เห็นทำตัวแบบนี้เลยนะชานยอล
“นี่นายจะเข้าข้างฝั่งนั้นเกินไปแล้วนะ” เขาอยากจะน้อยใจน้องจริง ๆ คนฝั่งนั้นทำยังไงนะ ถึงได้ซื้อใจน้องเขาไปได้จนหมดขนาดนี้
“ผมรักพี่ชานยุลนะครับ ที่ทำไปทั้งหมด ผมก็ทำเพราะไม่อยากให้พี่ต้องกลายเป็นคนใจร้าย”
ได้ยินน้องอ้อนแบบนี้แล้วเขาล่ะ ใจละอาย จะรู้ไหมว่า คำว่าใจร้าย คงเบาไปกับการกระทำที่เขาทำไป
“โอเค พี่ยอมแล้ว พี่จะปล่อยแพคฮยอนและมาส่งให้ถึงมือเลย พอใจรึยัง”
“พี่ชานยุลใจดีที่สุดเลยครับ” เด็กน้อยร้องอยากลืมตัวจนเข็มที่ฝังในข้อมือทิ่มให้ ความเจ็บนั้นทำเอาหน้าโยแต่กระนั้นชานยอลกลับยิ้มกว้างอย่างดีใจ
“งั้นเราตกลงกลับบ้านกับพี่ใช่ไหม”
“ยัง...” เสียงจากโซฟาตรงข้ามดังขึ้นอีกครั้ง แต่นั้นทำให้ใบหน้านิ่งต้องตึงขึ้น
“...”
“น้องผมอยู่ที่ไหน” เสียงทุ้มใสแข็งมากขึ้นเมื่อฝ่ายตรงข้ามเงียบใส่ มันทำให้เขาเริ่มคิดไปในแง่ลบ และพาให้บรรยากาศไม่ดีจนเป็นชานยอลอีกครั้งที่ต้องออกโรง
“ใช่ ๆ คุณแพคฮยอนอยู่ไหนหรอครับ...ไหนว่าวันนี้จะพามา”
พอถูกจี้ถามด้วยประโยคนี้ ใบหน้าหล่อก็ยังคงนิ่งเงียบ
เงียบจนคนมองเริ่มใจไม่ดี
และก่อนที่แบคฮยอนจะเดินไปคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายบอดิการ์ดของชานยุลก็เปิดประตูเข้ามาด้วยใบหน้าเครียด
“คุณชานยุลครับ เกิดเรื่องที่ห้องคุณแพคฮยอนครับ”
“มันเกิดอะไรขึ้น” ทันทีที่ชานยุลและแบคฮยอนมาถึงห้องคนไข้ก็ต้องมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า ร่างของบอดิการ์ดทั้งสองฝ่ายกำลังรั้งร่างของอี้ชิงและลู่ฮานให้อยู่กันคนละฝั่ง ดูเหมือนว่าคนมาใหม่จะกลายเป็นเพียงแขกรับเชิญมาดูหนังสั้นเรื่องหนึ่ง เพราะทั้งสองนั้นไม่ได้สนใจคนรอบข้างเลย
“แกทำอะไรแพคฮยอน” ดูเหมือนว่าตอนนี้อี้ชิงไม่สนใจเลยว่าที่นี่คือโรงพยาบาลและห้ามใช้เสียง ร่างขาวนั้นตวาดขึ้นเสียงดังด้วยแรงอารมณ์
“ฉันเปล่านะ...เอ๊ะ หรือว่าทำ ฮึฮึ ฉันไม่ได้ทำ ฉันแค่บอกให้ชานยุลทำ ฉันแค่เสนอ จริงไหมชานยุล ฉันเสนอแผนดีใช่ไหม” กลายเป็นว่าลู่ฮานผู้น่ารักของร่างสูงจะโยนความผิดมาให้เต็ม ๆ และตอนนี้ชานยุลก็ได้รับสายตาเชือดเฉือนจากอี้ชิงแบบเต็ม ๆ
“พวกแกทำอะไรน้องฉัน” คนถูกถามถึงกับกระอึกกระอัก ชายที่ได้ชื่อว่านิ่งและเฉียบขาดบัดนี้กลัวผลของการกระทำตัวเองจนปากหนัก สถานการณ์ถือว่าเข้าสู่สภาพคลื่นใต้น้ำ ฝ่ายของคนนอนเจ็บก็เค้นด้วยสายตาฝ่ายเจ้าของคนไข้ก็นิ่งงันราวกับรูปปั้น ซึ่งคนที่ทำลายความเงียบในห้องก็คือร่างน้อยที่แสยะยิ้มร่า
“ก็ทำเหมือนที่มันเคยทำกับฉันไง” ทุกสายตาพุ่งเป้าไปที่ลู่ฮานทันทีด้วยความพร้อมเพรียงไม่เว้นแม้แต่ชานยุล ทั้งสามคนคิ้วขมวดเป็นปมกับประโยคเมื่อครู่ แต่คนที่พุ่งเข้าไปหาคนพูดในวินาทีต่อมาคือคนที่มีใบหน้าคล้ายกับผู้ป่วยบนเตียง
“ว่ายังไงนะ”
“ยังไงละ ก็โดนข่มขืนไง ฮิฮิ” ประโยคนั้นราวกับฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของแบคฮยอน มือที่กำอยู่ข้างตัวสั่นเท่าด้วยความโกธรสุดหัวใจ และมันก็ขาดพึ่งในวินาทีต่อมา
“แต่เสียดายที่โดนแค่มันคนเดียว พวกมันอีกสามตัวกลับรอ...อ่อก”
“อย่าอยู่เลย!” มือที่เคยอยู่ข้างกายตอนนี้กำรอบลำคอเล็ก ๆ ด้วยแรงทั้งหมดที่มี โชคยังดีที่อี้ชิงนั้นสงบลงแล้ว บอดิการ์ดทั้งหมดจึงพุ่งเข้าไปดึงนายน้อยบยอนออกมาได้ ถึงจะตัวเล็กกว่าชานยุลแต่ดีกรีเด็กวิศวะใช่ว่าจะแรงน้อยที่ไหน
“หยุดนะ แบคฮยอน ใจเย็น ๆ ค่อยพูดกันก่อน พี่สับสนไปหมดแล้ว” คราวนี้เป็นอี้ชิงที่เอ่ยปากห้ามปราบ แต่เวลานี้เหมือนแบคฮยอนถูกพิษสุนัขแพร่ไปทั่วร่าง
“ไม่ต้องพูดอะไรกันทั้งนั้น...แก...พวกแก...มัน...”
“มันอะไรครับ ถ้าจะให้พูดสิ่งที่แพคฮยอนก็สมควรแล้วไม่ใช่หรอ แพคฮยอนเขาทำกับลู่ฮานก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะเขาลู่ฮานคงไม่เป็นแบบนี้ แฃะนายจาง อี้ชิง นายเป็นเพื่อนเขาทำไมไม่ช่วยเพื่อนตัวเองแต่กลับปกป้องน้องเลว ๆ คนนี้ นายยังมีความยุติธรรมในหัวใจรึเปล่า” ราวกับสองพี่น้องถูกตบหน้าชาเมื่อชานยุลที่เอาร่างบังลู่ฮานอยู่แก้ต่าง แม้จะไม่ถูกต้องที่ทำไปแต่อย่างน้อยเหตุมันก็พอมีน้ำหนักให้พวกนั้นได้ตระหนักสักที ว่าน้องตัวเองไม่ได้แสนดีอย่างที่เห็น
อี้ชิงหน้าชาและน้ำท่วมปาก ส่วนแบคฮยอนโมโหจนสั่นไปทั้งตัว
ปลายนิ้วยาวของผู้เป็นสามีชี้ไปที่ภรรยาตัวน้อยอย่างอ้างอิง แต่ไม่รู้เลยว่าอีกฟากของหางตามีน้ำใสไหลริน
“เจ้าโง่! แกมันโง่ไอ้ชานยุล” แบคฮยอนไม่รู้จะเอาคำไหนมาเทียบสมองของCEOปาร์คได้เลยในเวลานี้
“แกอยู่กับแพคฮยอนมากี่เดือนไม่รู้นิสัยมันเลยหรอ ไม่รู้เลยหรอว่ามันเป็นคนแบบไหน แกคิดว่าคนอย่างมันจะมีปัญญาไปทำใครได้ ห๊ะ! ตอบมันสิชานยุล! แม้แต่ทำให้พี่ที่เลวอย่างฉันต้องรับผลกรรมมันยังไม่เคยทำเลย!” ใบหน้าหวานคมแสดงออกชัดถึงความดูแคลนของอีกฝ่าย แบคฮยอนเคยคิดว่าน้องชายฝาแฝดนั้นน่าเห็นใจที่ต้องมาอยู่ในเกมของพวกพี่ ซึ่งตอนที่รู้ก็ได้แต่หวังว่าความดีของน้องจะช่วยให้ผ่านทุกอย่างมาราบรื่นเหมือนเช่นทุก ๆ ครั้ง แต่ตอนนี้เขาต้องคิดใหม่ น้องเขานั้นไม่ได้แค่น่าเห็นใจเท่านั้น แพคฮยอนผู้น่าสงสารช่างโชคร้ายต้องมาเจอคนอย่างปาร์คชานยุล
“หมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความว่า คนที่ทำลู่ฮานในตอนนั้นไม่ใช่แพคฮยอน แต่เป็นฉันต่างหาก!”
เคร้ง!
เสียงของเหล็กที่ตกกระทบพื้นทำเอาทุกคนต้องหันไปมอง ร่างโปร่งในชุดสีฟ้าทำเอาใครหลายคนหน้าเสียเพราะไม่คิดว่าคนป่วยจะเดินมาถึงนี่ และคนที่ต้องเบิกตากว้างพร้อมกับร่างชาก็คือแบคฮยอนที่ตอนนี้เห็นชานยอลราวกับเห็นวิญญาณตนเองหลุดจากร่าง
“จริงหรอครับ” ร่างที่ยืนอยู่หน้าประตูถามเสียงเรียบ แม้เสาน้ำเกลือจะล้มและเข็มจะหลุดจากมือมันก็ยังไม่เจ็บเท่าความจริงที่กำลังบีบหัวใจเขาตอนนี้
“ชานยอล” แบคฮยอนที่เห็นเลือดไหลจากหลังมือก็พยายามจะเอือมไปจับแต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบราวรังเกียจ
“ที่พูดมาน่ะ มันเรื่องจริงหรอครับ คุณแบคฮยอน” คนถูกขานชื่อกลืนน้ำลายอึกใหญ่ อยากจะบอกว่าไม่แต่มันก็จะเป็นการโกหก เขาไม่อยากเป็นเด็กเลี้ยงแกะในสายตาของชานยอล เพราะสำหรับเขาแล้วต่อให้ร้ายกับคนทั้งโลก แต่เขาจะไม่มีวันร้ายกับครอบครัว และก็มีชานยอลนี่แหละที่เขาเพิ่มเข้ามา
“อืม...ไม่ผิดเลยชานยอล” สิ้นประโยคคำตอบอันแสนเศร้าชานยอลก็เค้นยิ้มมุมปากแล้วเดินออกมาจากห้อง เขาไม่สนใจว่าใครจะตามมาและร้องเรียกชื่อเขา หรือแม้แต่มือข้างซ้ายที่มันปวดตุบ เขาอยากอยู่เงียบ ๆ คนเดียวสักพัก
“มะ..ไม่จริง...ต้องไม่ผิดตัวสิ ไม่จริง” คนที่ได้ชื่อว่าคนไข้ในแผนกจิตเวชเรียกแสดงอาการหวาดหวั่นเนื่องจากรับไม่ได้ในความผิดพลาด ทั้งเสียใจที่ทำผิดตัวและเสียใจที่ทำกับคนบริสุทธิ์ มือเล็กยกขึ้นกุมใบหูราวกับต้องการปิดเสียงกระซิบของนางฟ้าและซาตานข้างหูก่อนจะถูกพาออกไป ส่วนคนที่เคยยืนเป็นกำแพงปกป้องคนอื่นก็เสราวกับแข้งขาไร้แรงขึ้นมาดื้อ ๆ
“ฉันทำอะไรลงไป...” ร่างสูงเอนตัวทรุดลงกับโซฟาด้านหลัง ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวของตนนั้นพังทลายลงไม่มีชิ้นดี จากที่เคยคิดว่าความรู้สึกตอนที่ทำให้ภรรยาตัวเองต้องเข้าโรงพยาบาลนั้นแย่แล้ว ในเวลานี้กลับเล็กนิดเมื่อเทียบกับความจริงที่เกิดขึ้น
ตายไปยังไม่รู้ว่าจะชดเชยให้แพคฮยอนได้หมดรึเปล่า
“ชานยุล...ฉันขอพบซูโฮได้รึเปล่า ไม่ว่ามันจะชนะหรือแพ้ สำหรับฉันมันไม่สำคัญแล้วละ เพราะความต้องการของฉันคือจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด” อี้ชิงรู้ซึ้งแล้ว แม้ว่าให้ยอมรับความพ่ายแพ้นั้นมันยาก แต่เขารู้ดีว่าต่อให้ดันทุรังไปก็มีแต่จะทำให้เจ็บกันทั้งสองฝ่าย อยู่ที่ว่าฝ่ายไหนจะเจ็บมากเจ็บน้อยเท่านั้นเอง
ดูอย่างลู่ฮาน ที่เป็นแบบนั้นเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุ หากเขาถอยตั้งแต่แรกเพื่อนรักก็อาจจะยังคงเป็นอยู่
และซูโฮก็คงเป็นกรรมเวรที่ตามเขาเมื่อเขาเคยแย่งคริสมาจากลู่ฮาน
“ผมจะติดต่อเขาให้”
♥♥♥♥♥♥♥♥
“รายงานสถานการ์มาสิ เซฮุน” ชายในชุดสูทสีน้ำตาลเอ่ยขึ้นหลังจากน้ำแก้วไวน์แสนหอมออกจากปาก วันนี้เขาค่อนข้างอารมณ์และมีลางสังหรณ์ว่าจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นอีก ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงเมื่อลูกน้องแสนดีกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงสดใส
“เจ้าจงอินไปจัดการพวกชอบหาเสี้ยนที่จีนคิดว่าไม่นานคงส่งข่าวมา ตอนนี้แพคฮยอนกับชานยอลเข้าโรงพยาบาลเดียวกัน และเมียเฮียก็มีแผนจะไปดูธุรกิจอันแสนวุ่นวายที่จีนพรุ่งนี้ เจ้าแบคฮยอนตอนนี้ดิ้นเป็นไฟเพราะกลัวเด็กของตัวเองรู้ความจริง ส่วนชานยุลรายนั้นยังไม่รู้ว่าหุ้นส่วนกำลังทยอยถูกเราซื้อเพราะเอาแต่เฝ้าเมียไม่ห่าง”
“ดีมาก....ฉันรอวันที่มันจะชิบหายจนทนไม่ไหวแล้ว” รอยยิ้มร้ายที่ทำให้คนมองอดจะยิ้มตามไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ถนัดใช้แต่สมองก็มักจะมีแผนการมากมายในหัว
“แต่ว่าเฮียผมว่างานนี้เกมอาจมีพลิกนะเฮีย เราควรเตรียมแผนสำรอง” จากคำบอกเล่าของเซฮุนมันทำให้คนฟังเริ่มจะคิดตาม
“คิดว่ายังไงละ”
“ผมคิดเอาไว้ว่า ถ้าเมียน้อยของเธอทำอะไรไม่ได้ หรือแผนล้มกลางทาง เราควรจะเล่นหมากที่เดินไม่ได้แทน” เป็นประโยคที่ฟังแล้วอี้ฟานถึงกับเลิกคิ้ว ซึ่งได้กลับมาคือเสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือก
“เฮียยังอยากได้ แพคฮยอนกับชานยอลอยู่รึเปล่า”
TIMETALK
วันนี้ลงเร็วหน่อย อิอิ๊ ยังเหมือนเดิมนะคะ
ช่วยติ กันได้ หรือ กดให้กำลังใจคนแต่งนะคะ ถือเป็นการคอมเม้นทางหนึ่ง
รักคนอ่านนะคะ ♥
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น